ข้อความนี้เป็นส่วนที่ผม UPDATE ไว้ที่ท้ายของเอนทรี่เรื่องความงาม อันทำให้เกิดความวุ่นวายวินาศสันตะโรขึ้น แต่เนื่องจากเอนทรี่นั้นจมไปแล้ว ผมจึงขออนุญาตตั้งเอนทรี่นี้ขึ้นมา เพื่อให้คนส่วนใหญ่มีโอกาสได้อ่านคำชี้แจงนี้ครับ

 


 

ผมเห็นความจำเป็นที่ต้องชี้แจงตรงนี้เพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่า บางจุดที่คนอ่านรู้สึก offense นั้น ไม่ใช่จุดที่ผมสื่อ

 
1. ผมไม่ได้บอกว่าผู้หญิงสวยแล้วต้องโง่ ที่ผมด่าว่าโง่คือ คนที่เชื่อและตีค่าตามโฆษณาและกระแส เท่านั้น ซึ่งตรงนี้ต่างหากคือเป้าที่ผมล่อ
2. ผมไม่ได้บอกว่า ผู้หญิงแต่งสวยไปเพื่ออยากเพิ่มโอกาสทางเพศ ผมแค่บอกว่า "ผู้ชายคิดยังไงกับความสวยที่เกินพอดี" ซึ่งนั่นก็คือ ตีค่าเป็นค่าทางเพศ
 
สรุปคือผมต้องการจะบอกว่า ที่คุณแต่งสวยๆ กันจนเกินพอดีน่ะ มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้ันมาเหมือนที่โฆษณาและกระแสบอกหรอก สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่ทำให้ผู้ชายมองคุณเป็นวัตถุทางเพศเท่านั้นเอง
 
ส่วนคนที่ต้องแต่งสวยเพราะหน้าที่หรือการงาน ก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งผมไม่ได้กล่าวถึงแต่อย่างใด
 
ซึ่งถ้าหากคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกเสียความรู้สึก โดยไม่ตรงกับประเด็นในข้อหนึ่งที่ผมต้องการล่อ เช่น รู้สึกว่าผมด่าผู้หญิงโดยรวม หรือรู้สึกว่าผมด่าคนที่แต่งสวยว่าโง่ ก็ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ ที่ผมใช้วิธีนี้ในการสื่อ ทั้งๆ ที่ทักษะยังไม่ถึงขั้น จนทำให้ผู้อ่านอ่านแล้วตีความผิดพลาดไปจากที่ผมตั้งใจ
 
แต่ถ้าหากคุณรู้สึกว่าโดนด่าอย่างที่ผมตั้งใจด่าไว้ นั่นคือ ไล่ตามความงามตามโฆษณาและกระแสจริงๆ  ผมก็อยากให้คุณลองพิจารณาดูสิ่งที่ผมว่าไว้ ว่าจริงหรือไม่ 
 
จริงๆ แล้วผมควรชี้แจงเช่นนี้ตั้งนานแล้ว แต่เนื่องจากความรู้สึกกดดันจากการโดนด่า เลยทำให้ลืมจุดตรงนี้ไป ผลก็เลยออกมาเป็นเอนทรี่ถัดไป ที่จริงๆ แล้วก็เป็นการแก้ตัว แต่ยังไงในเอนทรี่นั้นก็มีส่วนประเด็นที่ผมอยากบอกอยู่เหมือนกัน ก็ขอให้ลองอ่านดู มองข้ามไอ้ส่วนของการแก้ตัว แล้วพยายามอ่านเนื้อความที่ผมต้องการสื่อ
 
ขอบคุณครับ และขอโทษอีกครั้ง สำหรับความขุ่นมัวที่เกิดจากความเข้าใจผิด 
 
 

 

สิ่งที่ผมอยากบอกต่อมาก็คือ ผมได้เรียนรู้อะไรจากการใช้วิธีล่อเป้าแบบนี้ เพื่อจะได้เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ที่อยากจะลองใช้วิธีล่อเป้าให้พิจารณาก่อนจะคิดจะทำ

 

ก่อนอื่นต้องลองมาดูกันถึงนิยามของการล่อเป้าก่อน การล่อเป้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเขียนบทความในที่สาธารณะเพื่อจุดประสงค์ของความคึกคะนองและต้องการดังของผู้เขียน แต่หมายถึงการเขียนบทความโดยใช้สำนวนภาษาหรือการสื่อที่รุนแรง สะเทือนใจ และสร้างความรู้สึกขัดแย้งให้กับคนหมู่มาก เพื่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้สารที่ต้องการสื่อแพร่หลายไปตามกระแสนั้น ส่วนความสนุกสนานนั้นก็แล้วแต่รสนิยมและความเกรียนของผู้เขียนแต่ละคน 

 
 ซึ่งผมได้ลองใช้เทคนิคดังกล่าว จนส่งผลต่างๆ ขึ้นมากมาย ดังที่หลายคนใน exteen นี้ก็คงจะได้เห็นกันอยู่ (สำคัญคือ ผู้เขียนเกือบโดนมหาชนที่โกรธแค้นจับแยกสังขารห้าทิศ )
 
 
 
 
ซึ่งสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในมุมมองของผมจากการเขียนล่อเป้าครั้งนี้ คือ
 
 
การสื่อสารที่ผิดพลาด
 
 เนื่องจากสารนั้นต้องมีการสื่อ และโดยปกตินั้นไม่มีอะไรมาการันตีอยู่แล้วว่าการสื่อจะสมบูรณ์ 100% พูดง่ายๆ ในกรณีนี้คือ ผู้อ่านกับผู้เขียนอาจเข้าใจต่างกันได้ ซึ่งสิ่งนี้จะเลวร้ายมากขึ้นอีกในบทความล่อเป้า เนื่องจากสาเหตุสองข้อหลักๆ
 
  • ความมันมือของผู้เขียน เนื่องจากสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำในการล่อเป้า คือ การให้เกรียนน้อยๆ ในตัวเราออกมา piss people off แต่การทำอย่างนี้นั้นเสี่ยงมากที่คนเขียนจะโดนความเกรียนเข้าครอบงำ โดยเฉพาะเมื่อคนเขียนเชื่อในสิ่งที่ตนเขียนอยู่บ้าง (อคติ) เช่นในกรณีของผม ซึ่งเป็นคนที่ดูถูกโฆษณาความงามเป็นอย่างมาก แต่ปกติก็ไม่ใช่คนที่จะเดินผ่านเคาเตอร์เครื่องสำอางในห้างหรือเดินสวนคนแต่งหน้าจัดแล้วมองอย่างดูถูกหรอก (จริงๆ ชอบมองด้วยซ้ำ) แต่พอได้มาเขียนเพื่อให้คนอ่านรู้ัสึกโกรธแล้ว ก็เลยเขียนเลยเถิดไปหน่อย ซึ่งบทความที่เขียนอย่างเลยเถิดนี้ มักจะมีส่วนอื่นมาบดบังสารที่ต้องการสื่อ จนในสุดท้ายก็อาจกลายเป็นบทความเพื่อด่าคนอย่างเดียวไปเลย
  • อารมณ์ของคนอ่าน แน่นอนว่าคนส่วนมากที่เข้ามาอ่านบทความล่อเป้าจะไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ซึ่งความโกรธและหงุดหงิดนี้จะมีอิทธิพลต่อการตีความของคนเรา ดังนั้น หากคนอ่านรู้สึกโกรธจนเสียความเป็นกลางในการตีความแล้ว สารที่คุณสื่อไปก็ไม่มีประโยชน์ แม้ว่าคุณจะไปตบกระหวัดในตอนท้ายดีแค่ไหนก็เถอะ
เมื่อรวมทั้งความเลยเถิดของคนเขียนและอารมณ์ของคนอ่านแล้ว ก็เป็นไปได้สูงมากที่สารที่คุณต้องการสื่อจะถูกบดบังหรือตีความผิดไป ดังนั้น ถ้าคุณจัดการกับสองส่วนนี้ไม่ได้ดีแล้ว การล่อเป้าก็ไม่ใช่วิธีที่ดีนัก ดูตัวอย่างกรณีของผมเป็นต้น หรือตัวอย่างคลาสสิคอื่นๆ เช่น ภิกษุสันดานกา
 
 
 
การควบคุมอารมณ์ตนเองของผู้เขียน
 
 แน่นอนว่าคนที่ริอ่านจะใช้่วิธีเขียนล่อเป้า ต้องเตรียมใจรับคำด่าไว้อยู่แล้ว  แต่โดยปกติแล้ว ถ้าไม่ได้กะจะมาเกรียนจริงๆ คนเราใช่ว่าจะทนคำด่าปริมาณมหาศาลได้ง่ายๆ เช่นกรณีของตัวผม ซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นคนที่หน้าด้านและควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้ว ก็ยังอ่านคอมเมนท์ด่าได้อยางสุขุมแค่ที่ราวๆ สามสิบกว่าๆ เท่านั้นเอง พอเจอคนด่าเข้าไปเป็นร้อยคน ก็เครียดแล้ว ซึ่งเมื่อคนเริ่มถูกอารมณ์เข้าครอบงำ ก็จะทำให้เกิดผลเหล่านี้ตามมา
 
  • การโต้ตอบกันด้วยอารมณ์  เนื่องจากคนอ่านย่อมต้องมีอารมณ์โกรธอยู่แล้ว ถ้าคนเขียนโกรธไปด้วย แทนที่การโต้ตอบจะเป็นไปเพื่อระงับอารมณ์โกรธของผู้อ่านที่อาจเข้าใจผิด ชี้แจงความผิดพลาดของผู้เขียน หรือใช้ความโกรธของกลุ่มเป้าหมายให้เขามองเห็นสารที่ต้องการสื่อ การโต้ตอบก็จะกลายเป็นเรื่องอื่นไปแทน เช่น เรื่องส่วนตัว เรื่องการพาดพิง ที่ไม่ตรงกับจุดประสงค์ของการล่อเป้าแต่อย่างใด และไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อทั้งผู้เขียนและผู้รับ 
  • การปกป้องอีโก้ของผู้เขียน พอมีอารมณ์แล้ว สิ่งที่จะขึ้นตามมาทันทีคือ อีโก้ของผู้เขียน  พอมีอีโก้ขึ้นมา การโต้ตอบของผู้เขียนก็จะเป็นไปเพื่อปกป้องตัวเอง ทำเป็นวางภูมิ หรือแก้ตัว ซึ่งก็ไม่ช่วยในการแก้ความเข้าใจผิด หรือช่วยสื่อสารอย่างใดเลย นอกจากทำให้ผู้เขียนดูน่าสมเพชขึ้นเท่านั้นเอง
  • การหลงประเด็นของผู้เขียน แม้คุณจะไม่เชื่อในเรื่องใด แต่หากมีคนพันคนมาบอกคุณว่าเรื่องนั้นเป็นจริง คุณก็อาจจะเชื่อในที่สุด ความจริงนี้ผมได้เจอกับตัวเองในเรื่องนี้ คือ แม้ตอนแรกผมจะเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ได้ดูถูกคนอื่นอย่างหนักหนา แต่โดนด่าไปมากๆ ก็ดันคิดไปว่าตัวเองทำจริงๆ ทำให้รู้สึกผิด ส่งผลให้ต้องออกมาแก้ตัว แทนที่จะชี้แจงตรงๆ ไปว่า ไม่ได้ดูถูกยังไง หรือส่วนที่ดูถูกไปนั้น ทำเพื่ออะไร
 
เมื่อทั้งสามประเด็นนี้เกิดขึ้นรวมกันในตัวผู้เขียน ก็ไม่ต้องพูดถึงสารที่จะส่งอีกเลย  แต่จะกลายสภาพเป็น flame war ล้วนๆ ซึ่งถ้าไม่สามารถควบคุมตัวเองตรงนี้ได้ ผมก็ไม่แนะนำให้ใช้วิธีล่อเป้า
 
 
 
 
พื้นที่สาธารณะ
 
แม้ผู้เขียนจะเตรียมตัวรับการด่ามาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนรอบๆ ข้างคุณ รวมถึงเจ้าของสถานที่จะยินดีรับคำด่าไปด้วยหรือทนต่อเหตุการณ์นี้ได้ ดังจะเห็นได้ในกรณีนี้ ที่ผมได้ทำให้เพื่อนบ้านหลายๆ คน อย่างเช่นคุณ oldmustang หรือคุณเว็บมาสเตอร์ต้องเดือดร้อนไปด้วย (ซึ่งต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้) รวมถึงได้ทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดเกิดขึ้นในวงกว้าง ดังนั้น ก่อนจะใช้วิธีล่อเป้า ขอให้แน่ใจก่อนว่าคุณได้ทำในความรับผิดชอบของคุณทั้งหมด และไม่ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน ตัวอย่างคลาสสิคอีกอันก็คือ ภาพการ์ตูนล้อของนบีมูฮัมหมัดที่ลงในหนังสือพิมพ์เดนมาร์ค
 
 
 
 
การควบคุมผลกระทบ
 
 การล่อเป้านั้นมีผลกระทบในวงกว้างกว่าที่คิด เนื่องจากจะก่อให้เกิดกระแสต่อเนื่อง และอาจมีศูนย์กลางการวิพากษ์วิจารณ์ที่ใหม่เกิดขึ้นมา ทำให้วงขยายออกไปได้เรื่อยๆ ซึ่งถ้าเกิดในแง่ตามที่ผู้เขียนต้องการก็ถือว่าสมประสงค์ไป แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกับสภาพอันไม่พึงประสงค์สามข้อที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะทำให้เกิดแต่ผลร้ายทั้งกับผู้สร้างและผู้รับในวงกว้าง ดังเช่นกรณีของผม ที่กะจะล่อเป้าสักสี่สิบห้าสิบคอมเมนท์ แต่กลับทำให้เกิดกระแสขึ้น จนมีศูนย์กลางใหม่ คือ เอนทรี่อื่น เกิดขึ้นในเอ็กซ์ทีน จนเลยไปถึงพันทิพย์ ซึ่งนั่นเป็นศูนย์กลางที่ผมไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ในสภาพนั้น ผู้รับสารของคุณก็จะรับอคติจากศูนย์กลางนั้นๆ (ซึ่งอาจดีหรือไม่ดี) มาก่อนที่จะได้เข้ามารับสารของคุณโดยตรง ซึ่งมีแต่จะเร่งให้เกิดสภาพอันไม่พึงประสงค์ทั้งสามข้อขึ้นไปอีก
 
 
 
 
 
 
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับบทความล่อเป้าจนให้เกิดความเดือดร้อนนั้น เท่าที่ประเมินได้ในตอนนี้ก็มีสี่ข้อข้างต้น
 
อย่างไรก็ตาม คนที่ล่อเป้าจนได้ดิบได้ดีก็มีเหมือนกัน อย่างเช่น www.thebestpageintheuniverse.com ของ maddox เป็นต้น มีทั้งการสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับลูก
 
 

 
 
 หรือดูถูกผู้หญิง
 
 
 " If women ran the world, we'd still be searching for the wheel. "
 
                                       - Maddox -
                                          www.thebestpageintheuniverse.net

 

ซึ่งสาเหตุที่นาย maddox  มีชีวิตรอดอยู่ได้ จนถึงขั้นหากินกับการล่อเป้าได้นี้ น่าจะเป็นเพราะเขาเน้นไปในทางตลก ไม่มีสาระ จนคนอ่านหลายคนคิดว่าไม่ถือคนบ้า ไม่ว่าคนเมา เขียนในพื้นที่ของตัวเอง และไม่มีการตอบโต้กับทั้งคนด่าและคนชมครับ (คือ เป็น constant asshole นั่นเอง) รวมถึงเขียนในสังคมฝรั่งที่มี Freedom of Speech ด้วย เลยไม่ถือสากันมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีการต่อต้านถึงขนาดมีการตั้งแนวร่วม Mothers Against Maddox (MAM) ลงชื่อขับไล่กันเลย แต่นาย Maddox ก็ยังอยู่ดีมีสุขมาจนถึงทุกวันนี้ แถมดังและรวยด้วย

 

ดังนั้น ถ้าคุณไม่มีทักษะและสภาพเหมือน Maddox แล้วล่ะก็ ผมว่า อย่าใช้วิธีล่อเป้าดีกว่า (เช่นที่ผมได้ลองมาแล้ว โอ้ว)

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คนล่อเป้าส่วนใหญ่จะเจ็บเองนะครับ

#1 By Dearcool on 2008-12-25 18:48

- - เหอะๆๆ บทเรียนบทใหญ่คะ...
คุณตระหนักได้ก็ดี... แต่ว่านะ ยิ่งคุณแก้ตัวคนอ่านยิ่งเบื่อคะ... คุณยอมรับค.คิดคนอื่นเค้าบ้างเถอะ...ว่าเค้ามองกันอย่างไร...

ถ้าทางคุณจะอ่านบทความประเภทล่อเป้าบ่อยจนชิน
(เเต่เราไม่ชิน..)sad smile สรุปคือคุณล่อเป้าแล้วพลาดคะ อย่าลืมไปหาหมอด่วนนะคะ รักษาตัวดีแล้วกลับมาใหม่นะคะ มาใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิมนะคะ

ปล.ผู้หญิงทุกคนก็อยากไล่ตามค.งามทั้งนั้นละ ตัวเองสวยแล้วแฮปปี้คะ ผู้ชายไม่เข้าใจผู้หญิงหรอก...(มันก็เหมือนกับ เธอไม่เข้าใจฉันนั้นละ)
อยากรุ้ต้องลองสลับเพศกันเผื่อจะเข้าใจ เรื่องยังงี้ต้องถามคนกลาง พี่ๆสาวประเภท2 คนนี้คนกลางชัวร์ป๊าบบบ55 ยาวไปป่ะคะเนี่ย

#2 By Zesame..!!! on 2008-12-25 19:06

จะทำอย่างไรก็ยังไม่ลืมตัวตนความเป็นเรา ดีค่ะ ชอบ เคารพทุกความคิดค่ะbig smile
ส่วนตัวผมก็เขียนแบบปากดีประจำ
ไม่ค่อยแคร์ฟี๊ดแบ็กเท่าไรด้วย ฮ่า ๆ
ในสังคมที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ ห้ามพาดพิงถึงไม่ว่าโดยตรง หรือ ทางอ้อม ไม่งั้นคำว่า

" ฉันเป็นเพศแม่แกนะ "

( ประมาณว่า ห้ามด่าฉันนะ ถ้าด่าฉัน หรือ ทำไรเกี่ยวกับฉันที่รู้สึกไม่ดี แสดงว่า กำลังด่าแม่ตัวเอง หรือ ทำร้ายแม่ตัวเอง )


เรื่องความงาม ผมไม่กล้าอ่านหรอกครับ แต่เอาเป็นว่า จขบ. พยายามอย่าพาดพิงถึงผู้หญิงเลยครับ ถ้าจะทำ เราทำแบบเงียบๆ กันดีกว่า เชื่อผมครับ เราไม่มีวันชนะผู้หญิง ..........อาร์ตตัวแม่ คือ ผู้ครองโลก ครับ

#5 By ผมมาคนเดียว on 2008-12-25 19:49

ต้องเป็น แถลงการณ์เลยทีเดียว - -"

#6 By KC_CRUSH on 2008-12-25 19:58

"กฏแห่งการกระทำ" น่ะครับ

คุณใช้ภาษาแรง เขียนแบบอคติออกนอกหน้า

คนอ่านเขาก็ตีความไปได้หลายแบบ

ก็โดนด่าแรงๆ กลับไป

เรื่องธรรมชาติครับ..

#7 By Media Eater on 2008-12-25 20:03

เรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นบทเรียนบทใหญ่สำหรับตัวคุณ PastelSalad และหลายๆ คนในเรื่องการแสดงความเห็นในอินเตอร์เน็ตล่ะนะครับ

ผมเองก็เคยเกรียนมาก่อน (และยอมรับว่าตัวเองยังเกรียนอยู่หน่อยๆ) ก็เลยรู้ดีว่าการอ่านคอมเมนต์แบบด่าประณาม แค่คอมเมนต์เดียวก็ทำให้เราเครียดขึ้นได้ ... ผมจึงขออนุญาตเดา่ว่าช่วงหลายวันมานี้คุณ PastelSalad ก็คงเครียดจนเสียศูนย์ไปไม่มากก็น้อย

สำหรับกรณีความเครียดนี้ ผมก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากว่า...กรรมตามทันแล้วล่ะครับ ^^; (ฮา)

อย่างไรก็ดี ผมเห็นพัฒนาการเล็กๆ ในข้อเขียนสองเอนทรี่ที่ผ่านมา...เป็นความพยายามที่จะ "แก้ตัว" ในเอนทรี่ก่อน ซึ่งต่อยอดมาเป็นความพยายามที่จะ "แก้ไข" ในเอนทรี่นี้

แม้จะยังไม่หมดจด แม้จะยังพอมีกลิ่นของการปกป้องตัวเองอยู่บ้าง

แต่มันก็ "ดีขึ้น" แล้ว ในสายตาผม

และต่อจากนี้ ผมคงดีใจ ถ้ามันจะ "ดีขึ้น และดีขึ้นอีกเรื่อยๆ"

เป็นกำลังใจให้ครับ

สวัสดีค่ะ .. เป็นกำลังใจให้นะ

คุณเป็นคนเขียนและวิเคราะห์ได้ดีมาก ๆ เลย
แม้ว่าความเห็นของคุณอาจจะมีบางมุมที่ตรง ๆ กับใจหลายคน
แต่ก็คงเป็นธรรมดาที่จะไม่ถูกใจอีกหลายคนเช่นกัน

เคยรู้สึกแย่ ๆ กับ comment มาเหมือนกันค่ะ
รู้สึกว่า ... มันค่อนข้างมีอิทธิพลกับจิตใจเรามากพอสมควรเลย ...

แม้ว่าความจริงแล้ว ... เจตนาเราจะเขียนไปด้วย
จุดประสงค์หนึ่งก็ตามที แต่คนรับรู้เค้าก็ไปอีกขั้วหนึ่งที่ทำให้เรามึนได้เหมือนกัน

วันนี้คุณได้ทั้งบทเรียนและบทสรุปแล้ว ...
น่าดีใจแทนคนที่คุณขอโทษเค้านะ ...




วันนี้เพิ่งได้อ่านประโยคนึงมาค่ะ ...
มอบให้ทุก ๆ คนเป็นของฝากในวัน x'Mas นะ ^ - ^
-----
There is no revenge so complete as forgiveness.
ไม่มีการแก้แค้นใดสมบูรณ์แบบไปกว่า "การให้อภัย"
โดย จอร์จ บิลลิงส์ ( คุณ วิมุตฺติยา ... นำมาลงไว้ในนิตยสารธรรมะใกล้ตัว)
-----



Merry x'Mas ค่ะ ... ทุก ๆ คน big smile

#9 By Initmate on 2008-12-25 21:55

หุหุ

ผมเชียร์พี่ต่อไป

#10 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-12-25 23:11

คิดมากไปใช่ว่าจะดีนะคะ
เราคิดว่าคุณคงเลือกประเด็นในการล่อเป้าผิดแล้วค่ะ
ปลุกกระแส แต่ไม่ได้ดูทิศทาง
โลกนี้ผู้หญิงกับผู้ชายก็มีอยู่เท่า ๆ กันน่ะแหละค่ะ
คุณไม่ได้คิดสินะคะว่ากำลังเล่นกับอะไรอยู่

คิดว่ามีผู้หญิงบางส่วนที่คิดเหมือนคุณได้
แต่ก็มีผู้ชายบางส่วนเหมือนกันที่คิดตรงกันข้าม
สุดท้ายแล้วก็ครึ่ง ๆ ไม่มีอะไรแน่นอนใช่มั้ยล่ะคะ ?


เราควรอยู่อย่างให้เกียรติกันมากกว่านี้นะคะ ?

#11 By kuma90* on 2008-12-26 00:51

สวัสดีปีใหม่2552ค่ะ sad smile หายโกรธแล้ว ดีกันนะ หะๆ
เอนทรี่ วลีฯ ยังตลกร้ายอยู่เลยค่ะ บอกคุณแชมป์เอาลงจากhot postดีไหมเดี๋ยวเรื่องยาว เอาอันนี้ไปขึ้นดีกว่า

Hot!

เรื่องการสื่อสารไม่เข้าใจกัน เราบอกตรงๆ เราก็เข้าใจว่าด่ากราด พาลคิดไปว่าทีโฆษณาโรลออนผู้ชายให้ผู้หญิงไปดมเต่ายังไม่ไปว่าเลยอะไรประมาณนี้ เราว่าที่บลอคนี้โดนว่า เพราะมันขำน้อยกว่าคุณโน๊ตอุดม ไร้สาระน้อยกว่า เวลาอ่านของคุณแล้วมันดูทฤษฎีจัด เลยขำไม่ออกมั้งคะ
เมื่อก่อนเคยดูคุณน้ำผึ้งให้สัมภาษณ์ว่า ไปอ่านเจอในหนังสือ การที่ผู้หญิงทาปากแดงออกนอกบ้านแสดงถึงการต้องการผสมพันธุ์ เรายังอึ้งๆ ไปเลย (ไม่ถึงดับโกรธ)
บางวรรคตอนของเอนทรี่นู้นนนนนน มันอาจจะสะกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง เช่นของเรานะ ไม่ได้ใช้เจ้าผลิตภัณฑ์ตัวนี้หรอก แต่งตัวก็เชยสะบัด แบกหนังสือ(โอเคไม่ใช่หนังสือเรียนหรอก นิยายสืบสวนอ่ะ)
เราไม่ใช่เป้า
แต่มันก็เกิดความรู้สึกร่วมแบบเดียวกับพวกม๊อบล่ะมั้ง ประมาณว่า "พวกผู้ชายนี่มัน..."


เพราะงั้นสวัสดีปีใหม่อีกที แล้ว จขบ.เปลี่ยนไปเขียนเรื่องอื่น
คุณเป็นนักคิดที่ปากตรงกับใจไปสักหน่อย แต่คิดอะไรมีเหตุผลดี
อยากอ่านความคิดของจขบ.ในแง่อื่นๆ บ้างค่ะsurprised smile

#12 By เนือย on 2008-12-26 04:33

อย่าคิดมากครับ คนเราหลากหลาย
ความคิด แต่ต้องระวังเรื่องจิตวิดยาด้วย
เรื่องนี้สอนอะไรหลายอย่าง
คิดต่างมุมได้ แต่อย่าเขียนแบบ
ล่อเป้าเลย

สวัสดีปีใหม่ครับsurprised smile

#13 By Zeedprogram on 2008-12-26 08:15

lol, fail

ล้อเล่น open-mounthed smile

#14 By [ GolGate ] on 2008-12-26 21:37

อืมๆๆ

ที่ผมชอบ entry ชุดนี้ ไม่ใช่แค่ชอบอ่านบทวิเคราะห์ดีๆจากคุณอย่างเดียวนะครับ
ยอมรับว่าชอบ comment หลายๆอันด้วย
อ่านแล้วตลกขบขันดีจะตายไป

เชื่อว่าคุณคง hurt ไปไม่น้อย
แต่เดาเอาว่าเมื่อย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็คงฮาเหมือนผมล่ะครับ
เพราะไอ้ที่คุณกล่าวถึงน่ะ....
(...โผล่ออกมาเพียบเลย -ในวงเล็บนี่กระซิบกัน 2 ต่อ 2 นะครับ
คือ... กลัวโดนตามไปฉะเหมือนกัน 5555)


สวัสดีปีใหม่
ขอให้มีความสุข และสนุกกับการคิดเช่นเดิมครับ

คนเราเกิดมาไม่คิด ก็เสียชาติเกิดคนละครับ -ท่อนนี้ไม่กระซิบนะครับ 555

#15 By skullman on 2008-12-27 22:32

Hot!

#16 By b613 ดาวถัดมา on 2008-12-28 12:40