ข้อความนี้เป็นส่วนที่ผม UPDATE ไว้ที่ท้ายของเอนทรี่เรื่องความงาม อันทำให้เกิดความวุ่นวายวินาศสันตะโรขึ้น แต่เนื่องจากเอนทรี่นั้นจมไปแล้ว ผมจึงขออนุญาตตั้งเอนทรี่นี้ขึ้นมา เพื่อให้คนส่วนใหญ่มีโอกาสได้อ่านคำชี้แจงนี้ครับ
ผมเห็นความจำเป็นที่ต้องชี้แจงตรงนี้เพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่า บางจุดที่คนอ่านรู้สึก offense นั้น ไม่ใช่จุดที่ผมสื่อ
1. ผมไม่ได้บอกว่าผู้หญิงสวยแล้วต้องโง่ ที่ผมด่าว่าโง่คือ
คนที่เชื่อและตีค่าตามโฆษณาและกระแส เท่านั้น
ซึ่งตรงนี้ต่างหากคือเป้าที่ผมล่อ
2. ผมไม่ได้บอกว่า
ผู้หญิงแต่งสวยไปเพื่ออยากเพิ่มโอกาสทางเพศ ผมแค่บอกว่า
"ผู้ชายคิดยังไงกับความสวยที่เกินพอดี" ซึ่งนั่นก็คือ ตีค่าเป็นค่าทางเพศ
สรุปคือผมต้องการจะบอกว่า ที่คุณแต่งสวยๆ
กันจนเกินพอดีน่ะ
มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้ันมาเหมือนที่โฆษณาและกระแสบอกหรอก
สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่ทำให้ผู้ชายมองคุณเป็นวัตถุทางเพศเท่านั้นเอง
ส่วนคนที่ต้องแต่งสวยเพราะหน้าที่หรือการงาน ก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งผมไม่ได้กล่าวถึงแต่อย่างใด
ซึ่งถ้าหากคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกเสียความรู้สึก
โดยไม่ตรงกับประเด็นในข้อหนึ่งที่ผมต้องการล่อ เช่น
รู้สึกว่าผมด่าผู้หญิงโดยรวม หรือรู้สึกว่าผมด่าคนที่แต่งสวยว่าโง่
ก็ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ ที่ผมใช้วิธีนี้ในการสื่อ ทั้งๆ
ที่ทักษะยังไม่ถึงขั้น
จนทำให้ผู้อ่านอ่านแล้วตีความผิดพลาดไปจากที่ผมตั้งใจ
แต่ถ้าหากคุณรู้สึกว่าโดนด่าอย่างที่ผมตั้งใจด่าไว้
นั่นคือ ไล่ตามความงามตามโฆษณาและกระแสจริงๆ
ผมก็อยากให้คุณลองพิจารณาดูสิ่งที่ผมว่าไว้ ว่าจริงหรือไม่
จริงๆ แล้วผมควรชี้แจงเช่นนี้ตั้งนานแล้ว แต่เนื่องจากความรู้สึกกดดันจากการโดนด่า เลยทำให้ลืมจุดตรงนี้ไป ผลก็เลยออกมาเป็นเอนทรี่ถัดไป
ที่จริงๆ แล้วก็เป็นการแก้ตัว
แต่ยังไงในเอนทรี่นั้นก็มีส่วนประเด็นที่ผมอยากบอกอยู่เหมือนกัน
ก็ขอให้ลองอ่านดู มองข้ามไอ้ส่วนของการแก้ตัว
แล้วพยายามอ่านเนื้อความที่ผมต้องการสื่อ
ขอบคุณครับ และขอโทษอีกครั้ง สำหรับความขุ่นมัวที่เกิดจากความเข้าใจผิด
สิ่งที่ผมอยากบอกต่อมาก็คือ ผมได้เรียนรู้อะไรจากการใช้วิธีล่อเป้าแบบนี้ เพื่อจะได้เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ที่อยากจะลองใช้วิธีล่อเป้าให้พิจารณาก่อนจะคิดจะทำ
ก่อนอื่นต้องลองมาดูกันถึงนิยามของการล่อเป้าก่อน การล่อเป้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเขียนบทความในที่สาธารณะเพื่อจุดประสงค์ของความคึกคะนองและต้องการดังของผู้เขียน แต่หมายถึงการเขียนบทความโดยใช้สำนวนภาษาหรือการสื่อที่รุนแรง สะเทือนใจ และสร้างความรู้สึกขัดแย้งให้กับคนหมู่มาก เพื่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้สารที่ต้องการสื่อแพร่หลายไปตามกระแสนั้น ส่วนความสนุกสนานนั้นก็แล้วแต่รสนิยมและความเกรียนของผู้เขียนแต่ละคน
ซึ่งผมได้ลองใช้เทคนิคดังกล่าว จนส่งผลต่างๆ ขึ้นมากมาย ดังที่หลายคนใน exteen นี้ก็คงจะได้เห็นกันอยู่ (สำคัญคือ ผู้เขียนเกือบโดนมหาชนที่โกรธแค้นจับแยกสังขารห้าทิศ
)
ซึ่งสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในมุมมองของผมจากการเขียนล่อเป้าครั้งนี้ คือ
การสื่อสารที่ผิดพลาด
เนื่องจากสารนั้นต้องมีการสื่อ และโดยปกตินั้นไม่มีอะไรมาการันตีอยู่แล้วว่าการสื่อจะสมบูรณ์ 100% พูดง่ายๆ ในกรณีนี้คือ ผู้อ่านกับผู้เขียนอาจเข้าใจต่างกันได้ ซึ่งสิ่งนี้จะเลวร้ายมากขึ้นอีกในบทความล่อเป้า เนื่องจากสาเหตุสองข้อหลักๆ
- ความมันมือของผู้เขียน เนื่องจากสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำในการล่อเป้า คือ การให้เกรียนน้อยๆ ในตัวเราออกมา piss people off แต่การทำอย่างนี้นั้นเสี่ยงมากที่คนเขียนจะโดนความเกรียนเข้าครอบงำ โดยเฉพาะเมื่อคนเขียนเชื่อในสิ่งที่ตนเขียนอยู่บ้าง (อคติ) เช่นในกรณีของผม ซึ่งเป็นคนที่ดูถูกโฆษณาความงามเป็นอย่างมาก แต่ปกติก็ไม่ใช่คนที่จะเดินผ่านเคาเตอร์เครื่องสำอางในห้างหรือเดินสวนคนแต่งหน้าจัดแล้วมองอย่างดูถูกหรอก (จริงๆ ชอบมองด้วยซ้ำ) แต่พอได้มาเขียนเพื่อให้คนอ่านรู้ัสึกโกรธแล้ว ก็เลยเขียนเลยเถิดไปหน่อย ซึ่งบทความที่เขียนอย่างเลยเถิดนี้ มักจะมีส่วนอื่นมาบดบังสารที่ต้องการสื่อ จนในสุดท้ายก็อาจกลายเป็นบทความเพื่อด่าคนอย่างเดียวไปเลย
- อารมณ์ของคนอ่าน แน่นอนว่าคนส่วนมากที่เข้ามาอ่านบทความล่อเป้าจะไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ซึ่งความโกรธและหงุดหงิดนี้จะมีอิทธิพลต่อการตีความของคนเรา ดังนั้น หากคนอ่านรู้สึกโกรธจนเสียความเป็นกลางในการตีความแล้ว สารที่คุณสื่อไปก็ไม่มีประโยชน์ แม้ว่าคุณจะไปตบกระหวัดในตอนท้ายดีแค่ไหนก็เถอะ
เมื่อรวมทั้งความเลยเถิดของคนเขียนและอารมณ์ของคนอ่านแล้ว ก็เป็นไปได้สูงมากที่สารที่คุณต้องการสื่อจะถูกบดบังหรือตีความผิดไป ดังนั้น ถ้าคุณจัดการกับสองส่วนนี้ไม่ได้ดีแล้ว การล่อเป้าก็ไม่ใช่วิธีที่ดีนัก ดูตัวอย่างกรณีของผมเป็นต้น หรือตัวอย่างคลาสสิคอื่นๆ เช่น ภิกษุสันดานกา
การควบคุมอารมณ์ตนเองของผู้เขียน
แน่นอนว่าคนที่ริอ่านจะใช้่วิธีเขียนล่อเป้า ต้องเตรียมใจรับคำด่าไว้อยู่แล้ว แต่โดยปกติแล้ว ถ้าไม่ได้กะจะมาเกรียนจริงๆ คนเราใช่ว่าจะทนคำด่าปริมาณมหาศาลได้ง่ายๆ เช่นกรณีของตัวผม ซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นคนที่หน้าด้านและควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้ว ก็ยังอ่านคอมเมนท์ด่าได้อยางสุขุมแค่ที่ราวๆ สามสิบกว่าๆ เท่านั้นเอง พอเจอคนด่าเข้าไปเป็นร้อยคน ก็เครียดแล้ว ซึ่งเมื่อคนเริ่มถูกอารมณ์เข้าครอบงำ ก็จะทำให้เกิดผลเหล่านี้ตามมา
- การโต้ตอบกันด้วยอารมณ์ เนื่องจากคนอ่านย่อมต้องมีอารมณ์โกรธอยู่แล้ว ถ้าคนเขียนโกรธไปด้วย แทนที่การโต้ตอบจะเป็นไปเพื่อระงับอารมณ์โกรธของผู้อ่านที่อาจเข้าใจผิด ชี้แจงความผิดพลาดของผู้เขียน หรือใช้ความโกรธของกลุ่มเป้าหมายให้เขามองเห็นสารที่ต้องการสื่อ การโต้ตอบก็จะกลายเป็นเรื่องอื่นไปแทน เช่น เรื่องส่วนตัว เรื่องการพาดพิง ที่ไม่ตรงกับจุดประสงค์ของการล่อเป้าแต่อย่างใด และไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อทั้งผู้เขียนและผู้รับ
- การปกป้องอีโก้ของผู้เขียน พอมีอารมณ์แล้ว สิ่งที่จะขึ้นตามมาทันทีคือ อีโก้ของผู้เขียน พอมีอีโก้ขึ้นมา การโต้ตอบของผู้เขียนก็จะเป็นไปเพื่อปกป้องตัวเอง ทำเป็นวางภูมิ หรือแก้ตัว ซึ่งก็ไม่ช่วยในการแก้ความเข้าใจผิด หรือช่วยสื่อสารอย่างใดเลย นอกจากทำให้ผู้เขียนดูน่าสมเพชขึ้นเท่านั้นเอง
- การหลงประเด็นของผู้เขียน แม้คุณจะไม่เชื่อในเรื่องใด แต่หากมีคนพันคนมาบอกคุณว่าเรื่องนั้นเป็นจริง คุณก็อาจจะเชื่อในที่สุด ความจริงนี้ผมได้เจอกับตัวเองในเรื่องนี้ คือ แม้ตอนแรกผมจะเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ได้ดูถูกคนอื่นอย่างหนักหนา แต่โดนด่าไปมากๆ ก็ดันคิดไปว่าตัวเองทำจริงๆ ทำให้รู้สึกผิด ส่งผลให้ต้องออกมาแก้ตัว แทนที่จะชี้แจงตรงๆ ไปว่า ไม่ได้ดูถูกยังไง หรือส่วนที่ดูถูกไปนั้น ทำเพื่ออะไร
เมื่อทั้งสามประเด็นนี้เกิดขึ้นรวมกันในตัวผู้เขียน ก็ไม่ต้องพูดถึงสารที่จะส่งอีกเลย แต่จะกลายสภาพเป็น flame war ล้วนๆ ซึ่งถ้าไม่สามารถควบคุมตัวเองตรงนี้ได้ ผมก็ไม่แนะนำให้ใช้วิธีล่อเป้า
พื้นที่สาธารณะ
แม้ผู้เขียนจะเตรียมตัวรับการด่ามาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนรอบๆ ข้างคุณ รวมถึงเจ้าของสถานที่จะยินดีรับคำด่าไปด้วยหรือทนต่อเหตุการณ์นี้ได้ ดังจะเห็นได้ในกรณีนี้ ที่ผมได้ทำให้เพื่อนบ้านหลายๆ คน อย่างเช่นคุณ oldmustang หรือคุณเว็บมาสเตอร์ต้องเดือดร้อนไปด้วย (ซึ่งต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้) รวมถึงได้ทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดเกิดขึ้นในวงกว้าง ดังนั้น ก่อนจะใช้วิธีล่อเป้า ขอให้แน่ใจก่อนว่าคุณได้ทำในความรับผิดชอบของคุณทั้งหมด และไม่ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน ตัวอย่างคลาสสิคอีกอันก็คือ ภาพการ์ตูนล้อของนบีมูฮัมหมัดที่ลงในหนังสือพิมพ์เดนมาร์ค
การควบคุมผลกระทบ
การล่อเป้านั้นมีผลกระทบในวงกว้างกว่าที่คิด เนื่องจากจะก่อให้เกิดกระแสต่อเนื่อง และอาจมีศูนย์กลางการวิพากษ์วิจารณ์ที่ใหม่เกิดขึ้นมา ทำให้วงขยายออกไปได้เรื่อยๆ ซึ่งถ้าเกิดในแง่ตามที่ผู้เขียนต้องการก็ถือว่าสมประสงค์ไป แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกับสภาพอันไม่พึงประสงค์สามข้อที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะทำให้เกิดแต่ผลร้ายทั้งกับผู้สร้างและผู้รับในวงกว้าง ดังเช่นกรณีของผม ที่กะจะล่อเป้าสักสี่สิบห้าสิบคอมเมนท์ แต่กลับทำให้เกิดกระแสขึ้น จนมีศูนย์กลางใหม่ คือ เอนทรี่อื่น เกิดขึ้นในเอ็กซ์ทีน จนเลยไปถึงพันทิพย์ ซึ่งนั่นเป็นศูนย์กลางที่ผมไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ในสภาพนั้น ผู้รับสารของคุณก็จะรับอคติจากศูนย์กลางนั้นๆ (ซึ่งอาจดีหรือไม่ดี) มาก่อนที่จะได้เข้ามารับสารของคุณโดยตรง ซึ่งมีแต่จะเร่งให้เกิดสภาพอันไม่พึงประสงค์ทั้งสามข้อขึ้นไปอีก
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับบทความล่อเป้าจนให้เกิดความเดือดร้อนนั้น เท่าที่ประเมินได้ในตอนนี้ก็มีสี่ข้อข้างต้น
หรือดูถูกผู้หญิง
" If women ran the world, we'd still be searching for the wheel.
"
- Maddox -
www.thebestpageintheuniverse.net
ซึ่งสาเหตุที่นาย maddox มีชีวิตรอดอยู่ได้ จนถึงขั้นหากินกับการล่อเป้าได้นี้ น่าจะเป็นเพราะเขาเน้นไปในทางตลก ไม่มีสาระ จนคนอ่านหลายคนคิดว่าไม่ถือคนบ้า ไม่ว่าคนเมา เขียนในพื้นที่ของตัวเอง และไม่มีการตอบโต้กับทั้งคนด่าและคนชมครับ (คือ เป็น constant asshole นั่นเอง) รวมถึงเขียนในสังคมฝรั่งที่มี Freedom of Speech ด้วย เลยไม่ถือสากันมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีการต่อต้านถึงขนาดมีการตั้งแนวร่วม Mothers Against Maddox (MAM) ลงชื่อขับไล่กันเลย แต่นาย Maddox ก็ยังอยู่ดีมีสุขมาจนถึงทุกวันนี้ แถมดังและรวยด้วย
ดังนั้น ถ้าคุณไม่มีทักษะและสภาพเหมือน Maddox แล้วล่ะก็ ผมว่า อย่าใช้วิธีล่อเป้าดีกว่า (เช่นที่ผมได้ลองมาแล้ว โอ้ว)
#1 By Dearcool on 2008-12-25 18:48