จั่วหัวยังกับจะให้เลคเชอร์ แต่เอนทรี่นี้จะเขียนเป็นเรื่องส่วนตัวนะครับ ไม่ได้เขียนเรื่องส่วนตัวมานานแล้ว

 

วันก่อนเห็นเพื่อนนั่งเล่นอะไรบางอย่างแปลกตาอยู่บนคอมพิวเตอร์ พอเข้าไปถามมันก็ ... อ้อ เล่นหุ้นจำลอง

 

ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ประกอบกับการที่ตัวผมเองนั้นไม่เคยมีความรู้ทางด้านการเงินเลย เพราะทั้งพ่อและแม่เป็นข้าราชการครูทั้งคู่ (โปรโตไทป์หนึ่งของชนชั้นกลางเลยครับ) และคาบเศรษฐศาสตร์ 101 นั้นไม่เคยสนใจเรียน (นอกจากส่วนที่เป็นโมเดลคณิตศาสตร์) ก็เลยลองนั่งค้นคว้าเรื่องการลงทุนทางการเงินพวกหุ้น พวกกองทุน ฯลฯ

 

ตระหนักในทันใด (ตามประสาคนไม่มีประสบการณ์) เลยว่า เฮ้ย ไอ้นี่มันเหมาะกับตัวกูเลยนี่หว่า ทั้งทักษะคณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูง ความรู้ด้านการเมือง การต่างประเทศ เทรนด์ของธุรกิจเทคโนโลยี การเป็นปราชญ์กูเกิลวิกิ (คือรู้ทุกเรื่องแค่สืบค้น) ฯลฯ สุดแล้วแต่จะสรรหามาป้อยออีโก้ตัวเอง (ขาดแต่ทุน แหะแหะ)

 

แต่แล้วก่อนที่อีโก้จะทะลุเพดานไปมากกว่านั้น ก็มีความคิดขึ้นในหัวว่า แล้วกูจะเอาเงินไปทำอะไร...

 

ผมมีความฝันอยู่ คือ จะเป็นผู้ที่มีส่วนในการสร้างเรือของโคลัมบัส แต่เป็นโคลัมบัสของโลกยุคโมเดิร์น คือ การสำรวจอวกาศ

ผมไม่ได้ตั้งใจจะเป็น rocket scientist ครับ แต่อยากเป็น roboticist ผู้สร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ให้หุ่นยนต์สำรวจดาวเคราะห์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการสำรวจอวกาศ เพราะดาวเคราะห์ที่จะมีสิ่งมีชีวิตนั้น น่าจะอยู่ไกลออกไปหลายปีแสง ทำให้โลกไม่สามารถติดต่อกับยานสำรวจได้แบบ real-time

 

หุ่นสำรวจดาวเคราะห์อัตโนมัติ ข้างในสมองกลมีตราประทับอยู่

"COGNITION CIRCUIT DESIGNED BY PASTELSALAD"

 

ซึ่งก็เป็นความฝันอหังการที่คิดว่าตนเองจะทำให้ได้ ต่างคนก็ต่างมีความฝันแบบนี้ต่างกันไปครับ บางคนอาจอยากเป็นนักเขียนที่มีงานชิ้นเอก บางคนอยากเป็นนักการเมืองที่เปลี่ยนแปลงประเทศ บางคนอยากเป็นนักกฎหมายที่ผดุงยุติธรรม บางคนอยากเป็นคนค้นพบวิธีรักษามะเร็ง

 

กลับเข้าเรื่อง ด้วยเป้าหมายนี้ ผมจึงมีแผนการใช้ชีวิต (ตอนนี้ผมอายุ 23 ครับ กำลังเรียนป. เอก) ว่า เรียนจบประมาณอายุ 26 ก็จะเข้าประจำสถาบันวิจัย สร้างงาน สร้างเครือข่าย สร้างลูกศิษย์ ไปเรื่อยๆ แอ็คทีฟสักหน่อย ไม่เกินสิบปีก็น่าจะได้เป็นหัวหน้าห้องแล็บ ทำงานวิจัยไปเรื่อยๆ ได้งานใหญ่สะท้านโลก แล้วก็ค่อยย้ายไปทำบริหารเต็มตัว วางรากฐานงานด้านนี้ในประเทศ เสร็จแล้วถึงเวลาก็เกษียณไปเลี้ยงแมว

เป็นแผนชีวิตมาตรฐานของชนชั้นกลาง (เอ้อ ขาดเรื่องแต่งงานกับบ้านสีขาวไป)

 

 
ตาแก่เลี้ยงเมียว กะจะเลี้ยงเป็นโขลงๆ ฝึกเป็นเมียวล่าเนื้อ

 

เรื่องเงินคงสบายๆ ไม่ต้องกังวลอะไร สตาร์ตก็สามหมื่นกว่าๆ ได้เป็นหัวหน้าแล็บตอนสามสิบปลายๆ ก็คงได้เจ็ดแปดหมื่น (ตามค่าเงินตอนนี้) เงินทำวิจัย ค่าสอนวิชาเฉพาะอีก ก็หลายอยู่

ไม่ได้อยากได้เงินมากมาย ขอแค่ให้มีเงินซื้ออะไรได้ตามต้องการพอสมควร ไม่ขัดสน ต้องการพอสมควรในที่นี้หมายถึง ซื้อของได้ตามคุณภาพของการใช้งาน นานๆ ฟุ่มเฟือยที

ผมเชื่อว่าหลายๆ คน ก็มีโมเดลชีวิตประมาณนี้...

 

แต่ในตอนที่ค้นคว้าเรื่องการลงทุนไปเรื่อยๆ ก็อ่านเจอบางบทความที่ยกมาจากหนังสือจำพวก พ่อรวยสอนลูก แนวคิดคนรวย ความต่างของคนรวยกับคนชั้นกลาง ฯลฯ อะไรจำพวกนี้ จะพูดกันทำนอง คนชั้นกลางทำงานเพื่อเงิน ต้องวนเวียนอยู่ในวัฎสังสาร เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หามาได้เท่าไหร่ก็หมด ต้องทำงานเสริมหามาจ่ายทบหนี้เรื่อยๆ ไม่มีการวางแผนให้งอกเงย บลาๆๆๆ

 

อ่านแล้วเหมือนชีวิตจะบัดซบมากหากไม่สนใจเรื่องเงินให้มาก

 

มันอะไรฟะ มนุษย์จะใช้ชีวิตโดยไม่สนใจเรื่องเงินเป็นเรื่องแรกๆ ไม่ได้หรือไง

คนเราทำอาชีพมั่นคง เป็นที่เคารพในสังคม มีเครือข่ายมีวงการ รายได้พอเพียงต่อการใช้ มีเหลือเก็บฉุกเฉิน ก็น่าจะพอแล้วนี่ แล้วก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างอื่นไป

ดังคำไอ้อ้วนเพื่อนรักผมว่าไว้

"อาชีพที่ต้องสนใจทำเงิน คือ พ่อค้า เพราะปัจจัยวัดความก้าวหน้าของอาชีพพ่อค้าคือ เงิน.. สินทรัพย์... แต่พวกเราไม่ใช่พ่อค้า ความก้าวหน้าเราไม่ใช่เงิน"

 

 

ก็คิดไป...

แต่พอมาลองมองดูความจริง...

 

เอ้า สตาร์ตชีวิต สามหมื่นห้า

ส่งกลับบ้าน ตามประสาอภิชาตบุตร เดือนละหมื่น... ที่บ้านไม่เอาก็ต้องส่ง อภิชาตบุตรๆ...

รถไม่ซื้อเอ้า เรารักขนส่งมวลชน ค่ากินค่าหยิบหยอย เดือนละหมื่น...

ต้องซื้อคอนโดอยู่แน่นอน ผ่อนเดือนละหมื่น เอาแล่ว... หนี้ก้อนแรก

เหลือเดือนละห้าพัน เก็บ... เอ่อ พอจ่ายภาษีมั้ยวะเนี่ย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากี่ % ล่ะครับเนี่ย ยังไม่หักค่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก... ค่าโน่นค่านี่หมาแมวอีก...

สวัสดิการข้าราชการก็ไม่มีแล้ว...

 

เอ่อ ปริ่มๆ แฮะ แต่ในความเป็นจริง ก็ต้องมีการสร้างสมบัติขนาดกลางอีกหลายอย่าง เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าชุดใหญ่ ฯลฯ

 

HOLY SHIT

 

เห็นแววทาสบัตรเครดิตรำไร รูดก็ต้องตามจ่าย แต่รายรับยังเท่าเดิม เดือนต่อไปก็คงจ่ายเท่าเดิม บวกหนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยทบๆๆ รูดจ่าย รูดจ่าย ตังค์ไม่พอทำไงดี ทำงานเพิ่มสิ เอ้า ได้เพิ่มอีกหมื่น ก็เอามาไล่จ่ายหนี้เก่าๆ เหนื่อยขึ้น แต่ไม่ได้อะไรเพิ่มเลย...

 

 

 

 

Holy shit...

 

 

ซีเรียสจริงๆ ด้วยแฮะ

ถึงจะบอกว่าไม่สนใจเงิน แต่เงินก็เกี่ยวกับเราอยู่ดี 

อีกอย่างต่อให้ลองพยายามสร้างทุนและลงทุน ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำงานวิจัยไปคู่กันไม่ได้

 

ที่ว่าเราทำงานเพื่อเงิน ก็จริงส่วนหนึ่งแฮะ

ส่วนหนึ่งของการทำงานที่สถาบันวิจัย ก็ต้องรับงานแรงงานของฝ่ายอื่นๆ กับโครงการวิจัยบังคับที่เราอาจไม่อยากทำมาทำเหมือนกัน

ที่ต้องทำเพราะอะไร? ก็เพราะรับเงินเดือนเขามานั่นเอง...

 

ถ้าเราสร้างทรัพย์สินจากการลงทุนได้มากพอเลี้ยงตัวเองได้

ก็ไม่ต้องทำงานเพื่อใคร take shit from no one

แถมทำงานวิจัยที่ชอบได้ตามใจอีกแน่ะ

 

อืม ดีจริงแฮะ

งั้นก็ต้องรีบศึกษา วางแผนหาทุน หาช่องว่างของระบบเศรษฐกิจ เขียนแผนเป็นรูปธรรม แล้วชั่งน้ำหนักถึงผลกระทบต่องานประจำ

ที่แน่ๆ ตอนนี้ลองไปเล่นพอร์ตจำลองพลางๆ ดีกว่า

 

 

rocky road, rocky road,

จะเป็นถนนลูกรังฝุ่นตลบ หรือเป็นไอศกรีมอร่อยด้วยแมชมาโลว์และอัลมอนด์ล่ะนี่

 

 

|| ?

 

 

 

ปล. หรือถ้าออกมาเป็นถนนลูกรัง ผมจะแปลงร่างเป็นนักการเมืองดี? อร่อยได้ทุกอย่าง

ปล. สอง แถมความรู้รอบตัว เชื่อมั้ยครับ อัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย (อ.มหาลัยนั่นเอง ตอนนี้ไม่มีข้าราชการแล้ว) ในมหาวิทยาลัยรัฐ อัตราเริ่มต้นบรรจุสำหรับวุฒิป.เอก คือ 10,700 บาท ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ  หนึ่งหมื่นเจ็ดร้อยบาทถ้วน... รู้แล้วเยี่ยวราด เพื่อนผมจบ วจก. คอมฯมาแบบเรียนๆ เที่ยวๆ เริ่มงานสองหมื่นห้า แต่พวกผมเรียนป.เอก textbook ชนิดที่คนทั่วไปแค่คำนำก็อ่านไม่รู้เรื่อง กว่าจะเรียนจบอายุเกือบสามสิบ จบมาเริ่มเงินเดือน หมื่นเจ็ดร้อย วะฮ่าๆๆ แต่ถ้าเข้าบริษัทเอกชน พวกนี้ให้เงินเดือนป.เอกเกือบแสนนะครับ ... ทีนี้หายแปลกใจรึยัง ว่าทำไมเด็กสมัยนี้จบป.ตรีมาก็ยังอนาถ... (ตัวผมเองเลี่ยงไปทำสถาบันวิจัยรัฐแทน ยังพอรับได้)

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ป.ตรี ได้ 6700 ไม่เกินนี้หรอก แถมต้องสอบแข่งกับเด็กเส้นที่สอบไปงั้นๆ เพราะเข้าได้ชัวร์

พูดถึงเรื่องเงินกับชนชั้นกลาง แถมได้ด้วยคนที่เรียกตัวเองว่ายากจน พาลคิดไปว่า เราต้องการเงินเพื่อการอยู่รอด ใช้หนี้ หรือว่าเอาไปทำอะไร

ตอนไปเชียงรายกับเชียงใหม่ ชาวบ้านประเภทหลังเขาเค้าปลูกผักไว้ทาน ปลูกข้าวทาน ดูแล้วพอเพียงดีค่ะ

big smile Hot!
อ้อ เรื่องเรียน ถ้าใช้ทุนรัฐแล้วต่อ ป.เอกในไทย เลาใช้ทุนนักศึกษาส่นใหญ่จะเลือกหางานทำในบริษัทเอกชน แต่ถ้าขอทุนไปต่อเอกที่เมืองนอก เวลากลับมาบางทีเค้าจะให้เราเข้าไปทำงานในสถาบันของรัฐที่มีเงินเดือนอีกระดับหนึ่งค่ะ

แต่ถ้าทำงานด้านวิจัยเพื่อพัฒนาองค์กรนี่ ลำบากนิดสำหรับเมืองไทย ยิ่งถ้าเป็นเกี่ยวกับสถาบันการเงิน ข้อปลีกย่อยและระบบ ระเบียบยุบยิบ

โอเค เราทราบถึงปัญหาแล้ว แต่ทำไม่ได้ ไปวิจัยมาใหม่ --- เป็นคำตอบที่คิดว่าไงล่ะคะ sad smile

...เดี๋ยวนี้ค่าครองชีพในเมืองไทยสูงมากเลยครับ

แต่...รายได้กลับไม่ได้สูงตามค่าครองชีพ sad smile

#3 By SkyKiD on 2008-02-19 01:25

sad smile แหะๆ 23 เรียน ป.เอกแล้วเหรอคะ
ยกนิ้วให้เลย.. โป้ง!!!!!!!
โห 23 เรียน ป. เอก ทำได้ไงเนี่ย

ผมไม่ขอไรมากเดือนละ 20000

ปลูกบ้านนอกเมืองใกล้ป่าเขายิ่งดี พอมีเงินซักก้อนก็ลงทุน

ทำสวน ทำไร่ ขอแค่นี้ไม่เอาไรมากแล้ว

แต่ก็ต้องมีเน็ทด้วยนะ

ไม่งั้นตายแน่ๆ ขาด exteen เหมือนขาดใจ

#5 By Under Constuctive Man on 2008-02-19 01:58

บางทีได้เงินเดือนเยอะๆ แต่งานไม่มีความสุขก็ไม่ไหวเหมือนกันนะคะ ... แต่ได้น้อยก็รับไม่ได้เหมือนกัน (เอ๊ะ)

ป.เอก รัฐ ได้ หมื่นต้นๆ
ป.ตรี เอกชน ได้ หมื่นกลางๆ

เก่งอ่ะค่ะ 23 เรียนป.เอก wink

#6 By *รักเร้น* on 2008-02-19 10:25

เรียนเก่งจังเลยค่ะ เสร็จแล้วถึงเวลาก็เกษียณไปเลี้ยงแมว VaR ขอไปเลี้ยงแมวด้วยคนนะคะconfused smile

#7 By VAR on 2008-02-19 14:13


แนวคิดพอเพียงนี่ ดูตอนแรกๆ ก็รู้สึกอบอุ่นใจดีครับ

แต่พอพิจารณาความเป็นจริง ชาวนาเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่โดนหลอกเรื่องปุ๋ยกับพันธุ์พืชแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่ชาวนาเป็นหนี้หัวโตแบบกู่ไม่กลับ ก็คือเรื่องสุขภาพครับ

แม่แก่เป็นโรคคนรวยขึ้นมา ต้องกู้เขามารักษา เป็นหมื่นเป็นแสน สุดท้ายตายอยู่ดีเพราะเงินไม่ถึง เหลือแต่หนี้ที่ใช้ทั้งชีวิตไม่หมด ที่นาถูกยึด กลายเป็นลูกจ้างทำนาบนที่ดินตัวเอง

ไม่ใช่เกิดกับแค่ชาวนานะครับ มนุษย์เงินเดือนเกือบทุกคนต้องเคยเจอสถานการณ์แบบนี้

ไม่ไหวครับ พอเพียงนี่มันไม่พอเพียงจริงๆ ในเชิงปฏิบัติ เพราะไม่ได้มีลู่ทางรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เลย

ตอบคุณโรม ถ้าเป็นม.ในกำกับของรัฐ (ม.นอกระบบ) จะได้ประมาณสามหมื่นกลางๆ อย่างที่ผมว่าครับ ส่วนองค์กรอิสระที่ไม่สร้างผลตอบแทนก็ได้ประมาณเท่าๆ กัน องค์กรรัฐที่ได้ประมาณห้าหมื่นอัพ จะเป็นองค์กรที่สร้างกำไรได้ครับ เช่น แบงค์ชาติ การสื่อสาร พวกนั้น

แต่ผมทำพวกนั้นไม่ได้ครับ มีปัญหากับต้นสังกัดทุน แหะแหะ

คุณ VAR เกษียณแล้วมาลงทุนทำฟาร์มแมวด้วยกันมั้ยละครับ แต่ทำแมวล่าเนื้อนะ ไม่ทำแมวน่ารัก

#8 By PastelSalad on 2008-02-19 15:54

เก่งจังเลยครับ อายุ 23 เรียน ป เอก แล้ว

เรื่องเงินมันพูดยากจริงๆนะครับ ว่าให้เลือกระหว่างเงินกับความสุขในงาน
เหมือนมันเป็นความสมดุล
ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไรมาก่อน สุดท้ายการที่จะมีความสุขได้ก็ต้องทำให้มันสมดุล
สำหรับผม ผมว่าควรทำงานที่ชอบ เพราะที่บ้านก็ยังไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินมาก
แต่ก็ไม่ควรละเลยเรื่องเงินครับ ไม่งั้นหากเขาดูผมไม่ไหว หรือผมต้องดูแลพวกเขา ผมก็ต้องหาเงินให้ได้มากเท่าที่ต้องการ และ มีเก็บไว้ฉุกเฉินเช่นกัน

#9 By คนธรรมดา on 2008-02-20 00:04

จริงๆแนวคิดพวกพ่อรวย เราว่ามันไม่ได้สอนให้คนทำงานเพื่อเงิน เงินมันไม่ใช่ทุกสิ่ง จริงๆนั่นแหละ แต่ลำบากเพราะมีเงิน กับลำบากเพราะไม่มีเงิน เราก็เลือกลำบากเพราะมีเงินดีกว่านะ

มันสอนให้ชีวิตมีความมั่นคง เราสามารถทำสิ่งที่เราอยากทำได้ ใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเพราะชีวิตมันสั้น ถ้าต้องมานั่งกลุ้มใจกับเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หนี้สิน กว่าจะรู้ตัว ได้เก็บเถ้าโปรยแม่น้ำพอดี...

เยี่ยมจริงๆเลย 23 เรียนป.เอกแล้ว
เราคิดว่ามันสำคัญสำหรับคนไทยที่ต้องเรียนรู้เพื่อค้นหาวิถีทางอิสรภาพทางการเงินcry Hot!
อืม เงินกะงาน มันชอบแปลผกผันกันนะเนี่ยquestion

#11 By 2spot studio on 2008-02-20 18:16

ผมสตาร์ท 7000 กว่า ๆ แต่ผ่านมา 5 ปี ก็ยังรับ 7000 กว่า ๆ เหมือนเดิม เงินเก็บไม่มี ตอนนี้อายุจะ 30 แล้ว ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงจริง ๆ

#12 By เจ้าชายน้อย on 2008-02-20 18:20

ทำงานอิสระเถอะครับพี่ ^^

อีกอย่าง ผมว่า รู้วิธีการใช้เงิน สำคัญกว่ารู้วิธีการหาเงินจริงๆคับ
ฝากไว้...
เป็นมนุษย์เงินเดือนปกติ อย่าริก่อหนี้....
ใช้เท่าที่มี จะให้ดีต้องเก็บออม
รายรับมาเท่าไร จงใช้จ่ายอย่างถนอม
เห็นของแพงของอย่าได้ยอม
ไม่งั้นตรอมใจ ไม่รู้นะเออ...
......

#14 By นิเกะ on 2008-02-20 18:36

แว๊ก อายุ 23 เรียน ป.เอกแล้ว สุดยอดมากค่ะ

#15 By General เบ๊ on 2008-02-20 18:45

ป.ตรีก็ยังไม่จบเลยค่ะพี่น้อง 555
แต่ก็สู้ ๆ แต่คงไม่คิดถึง ป.โท ,ป.เอกหรอกน่ะ
ไกลตัวว่ะbig smile

#16 By sjtree on 2008-02-20 19:29

อ.มหาวิทยาลัย ถึงเงินเดือนจะน้อย แต่รายได้สุทธิจริงๆแล้วเยอะนะคะเพราะมีค่าสอน ชม.ละกี่บานแล้วแต่มหาวิทยาลัย

ก็เหมือนกับแพทย์ ที่อยู่ในรพ.รัฐบาลนะคะ เงินเดือนน้อย แต่มีค่าตรวจแพทย์นอกเวลาเสริม และรายได้จากที่อื่นอีกคะ

big smile
โหห อายุ 23 เรียน ป.เอก
เก่งอะ

ปัญหาเรื่องเงินนี่ปัญหาหนักนะเนี่ย
ค่ากินค่าอยู่ค่าเจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ

#18 By OranGe on 2008-02-21 10:16

มันไม่มสำคัญว่าเรียนอะไรมาครับ สำคัญว่าเรียนมาแล้วทำอะไรมากกว่า
เงินสำคัญครับ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่ง เหมือนน้ำมันรถยนต์ครับ น้ำมันรถสำคัญแต่ไม่ใช่ว่าจะเอาน้ำมันรถไปทำน้ำมันหล่อลื่นได้

#19 By turks on 2008-02-21 12:34

สู้ต่อไป

มาเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกคน sad smile

#20 By aOnG on 2008-02-21 16:31

เงินเดือนแบบนี้ เอกชนเลยไปไกลกว่ารึเปล่าคะ embarrassed

#21 By sorbet* on 2008-02-21 20:36

คนรวยมากๆบางคน เค้าก็ลงจากหลังเสือไม่ได้ ทั้งๆที่อยากลงใจจะขาด
ถ้าได้เงินเยอะแต่ไม่มีเวลาใช้
ผมว่า อยู่ชั้นกลางๆน่ะดีกว่าเห็นๆ

#22 By จิปาถะ on 2008-02-22 09:01

มันก็จริงนะคะ
แต่ถึงยังไงเราก็ต้องใช้ปัจจัยเรื่องเงินอยู่ดีsad smile

#23 By baka91 on 2008-02-22 11:29

เราชอบสุดโต่งกันน่ะ ชอบตัดสินว่า อะไร ดี หรือ เลว ไปเลย

จริง ๆ ดีเลว ก็เราทำทั้งนั้นแหละ
พอเพียงคะ พอเพียง ไม่หวังอะไรมากอะ บ้านสักหลังไม่ต้องใหญ่ เอาแค่ 10 ล้านก็พอ กับรถ BMW สักคัน สาวใช้ แล้วก็เงินในธนาคารอะ .... อิอิ แต่ที่บอกไปนั้น ทำงานมาจนป่านนี้ เพิ่งจะมีเงินเก็บไม่ถึง 5 หมื่นเลย question

#25 By i-Keng on 2008-02-22 13:50

ที่ต้องเน้นเรื่องเงินมาก
ก็เพราะอยู่ในวนเวียนของทุนนิยมมั้งครับ sad smile

#26 By ปิงกรู on 2008-02-24 23:17

โอยยยย
เรื่องรายได้-รายจ่าย / ชีวิต / สิ่งที่อยากทำ

ผมเอา 3 เรื่องนี้มารวมกันทีไรโลกไม่สดใสทุกที
จะให้แยกกันก็ทำไม่ได้ มันเกี่ยวข้องจนจะเป็นเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว

(ร้านอาหาร-กับข้าวทุกร้านแถวบ้านผม ขึ้นราคาอีก 5 บาท /น้ำพริกถุงเล็กๆ จาก 10 บาทเป็น 15 บาท
เออ-เอาเข้า รายได้กลับเท่าเดิม
/เหมือนจะไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องความฝัน หรือสิ่งที่ต้องการจะทำแล้ว แค่ทำงานหาเงินอยู่ไปวันๆก็ยาก_ิบหาย เฮ้ออออ)

#27 By skullman on 2008-02-27 10:17

หวัดดีครับ
ช่างเป็น'ทรี่ ที่โดนใจคนแบ้งค์จริงๆ
ตามหลักการแล้ว ช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ ถ้ามีกำลังในการผ่อนอะไรก็ทำไปเลย แต่อย่าให้ตัวลำบากนะ..
เพราะทิ้งเวลานานเข้า ข้าวของก็จะแพงขึ้น รวมกับเงินเฟ้อแล้วก็หนักเอาการ
นอกจากนั้น ต้องรู้จักการลงทุนที่เหมาะกับเราด้วยนะ พวกหนุ่มๆ มักจะเป็นคน ประเภท Active Investor ซึ่งกล้าลงทุนและยอมรับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากภาระยังไม่มาก จะทำให้เรามีรายเพิ่มจากที่เป็นอยู่ไงครับ

ดีใจด้วยที่มีทางเลือกที่ดีกว่าคนอีกหลายๆ คนบนโลก
เพื่อนเค้าก็เป็นอาจารย์มหาลัย จบโท เงินเดือนประมาณนั้นแหละ แต่เค้าจะมีค่าสอนพวกภาคพิศดาร เอ้ย..ภาคพิเศษอีกนะ ก้ออย่างว่า ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ได้มีอะไรเพอร์เฟ็ค ส่วนเราแม้เงินเดือนจะมากกว่า แต่ก็ต้องทำงานทั้งปี รอวันหยุดพักร้อนที่มีน้อยนิด พวกครูบาอาจารย์ เค้าปิดเทอมกันไงจ๊ะ

ดีใจที่ได้รู้จักกันนะ คุณแม่-คุณพ่อเค้าก็รับราชการครูเหมือนกัน แล้วก็อยากให้เจริญรอยตาม..พอเค้ามาทำงานแบ้งค์ เคืองเชียว...
ก็ดีนะคะที่วางแผนชีวิตเเต่เนิ่นๆ
เเรกก็ดูวุ่นวายงี้แหละ ใจเย็นๆ เดี๋ยวมันจะลงตัวเองแหละ
วันเวลาสั่งสมประสบการณ์ไง..
แต่ว่า อาชีพที่มั่นคงที่สุดก็คงไม่พ้นข้าราชการนะ...
ไม่เป็นไร...ไว้เราหาสามีรับราชการก็ได้...55555

#28 By สาวแบงค์ on 2008-02-27 11:48

อ่านแล้ว อนาถ
เงินเคยเป็นแค่สื่อกลางการแลกเปลี่ยน
ทุกวันนี้
มันกลายเป็นอะไรไปแล้ว

#29 By iMase on 2008-02-27 22:57

PastelSalad View my profile

Favourites