ชนชั้นกลางเช่นผมกับการเงิน
posted on 16 Feb 2008 23:01 by pastelsalad in Thinkering
จั่วหัวยังกับจะให้เลคเชอร์ แต่เอนทรี่นี้จะเขียนเป็นเรื่องส่วนตัวนะครับ ไม่ได้เขียนเรื่องส่วนตัวมานานแล้ว
วันก่อนเห็นเพื่อนนั่งเล่นอะไรบางอย่างแปลกตาอยู่บนคอมพิวเตอร์ พอเข้าไปถามมันก็ ... อ้อ เล่นหุ้นจำลอง
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ประกอบกับการที่ตัวผมเองนั้นไม่เคยมีความรู้ทางด้านการเงินเลย เพราะทั้งพ่อและแม่เป็นข้าราชการครูทั้งคู่ (โปรโตไทป์หนึ่งของชนชั้นกลางเลยครับ) และคาบเศรษฐศาสตร์ 101 นั้นไม่เคยสนใจเรียน (นอกจากส่วนที่เป็นโมเดลคณิตศาสตร์) ก็เลยลองนั่งค้นคว้าเรื่องการลงทุนทางการเงินพวกหุ้น พวกกองทุน ฯลฯ
ตระหนักในทันใด (ตามประสาคนไม่มีประสบการณ์) เลยว่า เฮ้ย ไอ้นี่มันเหมาะกับตัวกูเลยนี่หว่า ทั้งทักษะคณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูง ความรู้ด้านการเมือง การต่างประเทศ เทรนด์ของธุรกิจเทคโนโลยี การเป็นปราชญ์กูเกิลวิกิ (คือรู้ทุกเรื่องแค่สืบค้น) ฯลฯ สุดแล้วแต่จะสรรหามาป้อยออีโก้ตัวเอง (ขาดแต่ทุน แหะแหะ)
แต่แล้วก่อนที่อีโก้จะทะลุเพดานไปมากกว่านั้น ก็มีความคิดขึ้นในหัวว่า แล้วกูจะเอาเงินไปทำอะไร...
ผมมีความฝันอยู่ คือ จะเป็นผู้ที่มีส่วนในการสร้างเรือของโคลัมบัส แต่เป็นโคลัมบัสของโลกยุคโมเดิร์น คือ การสำรวจอวกาศ
ผมไม่ได้ตั้งใจจะเป็น rocket scientist ครับ แต่อยากเป็น roboticist ผู้สร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ให้หุ่นยนต์สำรวจดาวเคราะห์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการสำรวจอวกาศ เพราะดาวเคราะห์ที่จะมีสิ่งมีชีวิตนั้น น่าจะอยู่ไกลออกไปหลายปีแสง ทำให้โลกไม่สามารถติดต่อกับยานสำรวจได้แบบ real-time
หุ่นสำรวจดาวเคราะห์อัตโนมัติ ข้างในสมองกลมีตราประทับอยู่
"COGNITION CIRCUIT DESIGNED BY PASTELSALAD"
ซึ่งก็เป็นความฝันอหังการที่คิดว่าตนเองจะทำให้ได้ ต่างคนก็ต่างมีความฝันแบบนี้ต่างกันไปครับ บางคนอาจอยากเป็นนักเขียนที่มีงานชิ้นเอก บางคนอยากเป็นนักการเมืองที่เปลี่ยนแปลงประเทศ บางคนอยากเป็นนักกฎหมายที่ผดุงยุติธรรม บางคนอยากเป็นคนค้นพบวิธีรักษามะเร็ง
กลับเข้าเรื่อง ด้วยเป้าหมายนี้ ผมจึงมีแผนการใช้ชีวิต (ตอนนี้ผมอายุ 23 ครับ กำลังเรียนป. เอก) ว่า เรียนจบประมาณอายุ 26 ก็จะเข้าประจำสถาบันวิจัย สร้างงาน สร้างเครือข่าย สร้างลูกศิษย์ ไปเรื่อยๆ แอ็คทีฟสักหน่อย ไม่เกินสิบปีก็น่าจะได้เป็นหัวหน้าห้องแล็บ ทำงานวิจัยไปเรื่อยๆ ได้งานใหญ่สะท้านโลก แล้วก็ค่อยย้ายไปทำบริหารเต็มตัว วางรากฐานงานด้านนี้ในประเทศ เสร็จแล้วถึงเวลาก็เกษียณไปเลี้ยงแมว
เป็นแผนชีวิตมาตรฐานของชนชั้นกลาง (เอ้อ ขาดเรื่องแต่งงานกับบ้านสีขาวไป)
เรื่องเงินคงสบายๆ ไม่ต้องกังวลอะไร สตาร์ตก็สามหมื่นกว่าๆ ได้เป็นหัวหน้าแล็บตอนสามสิบปลายๆ ก็คงได้เจ็ดแปดหมื่น (ตามค่าเงินตอนนี้) เงินทำวิจัย ค่าสอนวิชาเฉพาะอีก ก็หลายอยู่
ไม่ได้อยากได้เงินมากมาย ขอแค่ให้มีเงินซื้ออะไรได้ตามต้องการพอสมควร ไม่ขัดสน ต้องการพอสมควรในที่นี้หมายถึง ซื้อของได้ตามคุณภาพของการใช้งาน นานๆ ฟุ่มเฟือยที
ผมเชื่อว่าหลายๆ คน ก็มีโมเดลชีวิตประมาณนี้...
แต่ในตอนที่ค้นคว้าเรื่องการลงทุนไปเรื่อยๆ ก็อ่านเจอบางบทความที่ยกมาจากหนังสือจำพวก พ่อรวยสอนลูก แนวคิดคนรวย ความต่างของคนรวยกับคนชั้นกลาง ฯลฯ อะไรจำพวกนี้ จะพูดกันทำนอง คนชั้นกลางทำงานเพื่อเงิน ต้องวนเวียนอยู่ในวัฎสังสาร เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หามาได้เท่าไหร่ก็หมด ต้องทำงานเสริมหามาจ่ายทบหนี้เรื่อยๆ ไม่มีการวางแผนให้งอกเงย บลาๆๆๆ
อ่านแล้วเหมือนชีวิตจะบัดซบมากหากไม่สนใจเรื่องเงินให้มาก
มันอะไรฟะ มนุษย์จะใช้ชีวิตโดยไม่สนใจเรื่องเงินเป็นเรื่องแรกๆ ไม่ได้หรือไง
คนเราทำอาชีพมั่นคง เป็นที่เคารพในสังคม มีเครือข่ายมีวงการ รายได้พอเพียงต่อการใช้ มีเหลือเก็บฉุกเฉิน ก็น่าจะพอแล้วนี่ แล้วก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างอื่นไป
ดังคำไอ้อ้วนเพื่อนรักผมว่าไว้
"อาชีพที่ต้องสนใจทำเงิน คือ พ่อค้า เพราะปัจจัยวัดความก้าวหน้าของอาชีพพ่อค้าคือ เงิน.. สินทรัพย์... แต่พวกเราไม่ใช่พ่อค้า ความก้าวหน้าเราไม่ใช่เงิน"
ก็คิดไป...
แต่พอมาลองมองดูความจริง...
เอ้า สตาร์ตชีวิต สามหมื่นห้า
ส่งกลับบ้าน ตามประสาอภิชาตบุตร เดือนละหมื่น... ที่บ้านไม่เอาก็ต้องส่ง อภิชาตบุตรๆ...
รถไม่ซื้อเอ้า เรารักขนส่งมวลชน ค่ากินค่าหยิบหยอย เดือนละหมื่น...
ต้องซื้อคอนโดอยู่แน่นอน ผ่อนเดือนละหมื่น เอาแล่ว... หนี้ก้อนแรก
เหลือเดือนละห้าพัน เก็บ... เอ่อ พอจ่ายภาษีมั้ยวะเนี่ย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากี่ % ล่ะครับเนี่ย ยังไม่หักค่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก... ค่าโน่นค่านี่หมาแมวอีก...
สวัสดิการข้าราชการก็ไม่มีแล้ว...
เอ่อ ปริ่มๆ แฮะ แต่ในความเป็นจริง ก็ต้องมีการสร้างสมบัติขนาดกลางอีกหลายอย่าง เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าชุดใหญ่ ฯลฯ
HOLY SHIT
เห็นแววทาสบัตรเครดิตรำไร รูดก็ต้องตามจ่าย แต่รายรับยังเท่าเดิม เดือนต่อไปก็คงจ่ายเท่าเดิม บวกหนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยทบๆๆ รูดจ่าย รูดจ่าย ตังค์ไม่พอทำไงดี ทำงานเพิ่มสิ เอ้า ได้เพิ่มอีกหมื่น ก็เอามาไล่จ่ายหนี้เก่าๆ เหนื่อยขึ้น แต่ไม่ได้อะไรเพิ่มเลย...
Holy shit...
ซีเรียสจริงๆ ด้วยแฮะ
ถึงจะบอกว่าไม่สนใจเงิน แต่เงินก็เกี่ยวกับเราอยู่ดี
อีกอย่างต่อให้ลองพยายามสร้างทุนและลงทุน ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำงานวิจัยไปคู่กันไม่ได้
ที่ว่าเราทำงานเพื่อเงิน ก็จริงส่วนหนึ่งแฮะ
ส่วนหนึ่งของการทำงานที่สถาบันวิจัย ก็ต้องรับงานแรงงานของฝ่ายอื่นๆ กับโครงการวิจัยบังคับที่เราอาจไม่อยากทำมาทำเหมือนกัน
ที่ต้องทำเพราะอะไร? ก็เพราะรับเงินเดือนเขามานั่นเอง...
ถ้าเราสร้างทรัพย์สินจากการลงทุนได้มากพอเลี้ยงตัวเองได้
ก็ไม่ต้องทำงานเพื่อใคร take shit from no one
แถมทำงานวิจัยที่ชอบได้ตามใจอีกแน่ะ
อืม ดีจริงแฮะ
งั้นก็ต้องรีบศึกษา วางแผนหาทุน หาช่องว่างของระบบเศรษฐกิจ เขียนแผนเป็นรูปธรรม แล้วชั่งน้ำหนักถึงผลกระทบต่องานประจำ
ที่แน่ๆ ตอนนี้ลองไปเล่นพอร์ตจำลองพลางๆ ดีกว่า
rocky road, rocky road,
จะเป็นถนนลูกรังฝุ่นตลบ หรือเป็นไอศกรีมอร่อยด้วยแมชมาโลว์และอัลมอนด์ล่ะนี่
||
?
ปล. หรือถ้าออกมาเป็นถนนลูกรัง ผมจะแปลงร่างเป็นนักการเมืองดี? อร่อยได้ทุกอย่าง
ปล. สอง แถมความรู้รอบตัว เชื่อมั้ยครับ อัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย (อ.มหาลัยนั่นเอง ตอนนี้ไม่มีข้าราชการแล้ว) ในมหาวิทยาลัยรัฐ อัตราเริ่มต้นบรรจุสำหรับวุฒิป.เอก คือ 10,700 บาท ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ หนึ่งหมื่นเจ็ดร้อยบาทถ้วน... รู้แล้วเยี่ยวราด เพื่อนผมจบ วจก. คอมฯมาแบบเรียนๆ เที่ยวๆ เริ่มงานสองหมื่นห้า แต่พวกผมเรียนป.เอก textbook ชนิดที่คนทั่วไปแค่คำนำก็อ่านไม่รู้เรื่อง กว่าจะเรียนจบอายุเกือบสามสิบ จบมาเริ่มเงินเดือน หมื่นเจ็ดร้อย วะฮ่าๆๆ แต่ถ้าเข้าบริษัทเอกชน พวกนี้ให้เงินเดือนป.เอกเกือบแสนนะครับ ... ทีนี้หายแปลกใจรึยัง ว่าทำไมเด็กสมัยนี้จบป.ตรีมาก็ยังอนาถ... (ตัวผมเองเลี่ยงไปทำสถาบันวิจัยรัฐแทน ยังพอรับได้)
--- เป็นคำตอบที่คิดว่าไงล่ะคะ
พูดถึงเรื่องเงินกับชนชั้นกลาง แถมได้ด้วยคนที่เรียกตัวเองว่ายากจน พาลคิดไปว่า เราต้องการเงินเพื่อการอยู่รอด ใช้หนี้ หรือว่าเอาไปทำอะไร
ตอนไปเชียงรายกับเชียงใหม่ ชาวบ้านประเภทหลังเขาเค้าปลูกผักไว้ทาน ปลูกข้าวทาน ดูแล้วพอเพียงดีค่ะ
#1 By นางสาวความสุข on 2008-02-19 01:13