ศาสนาเป็นสิ่งไม่จำเป็น

posted on 14 Nov 2007 02:00 by pastelsalad  in Thinkering

 

ผิด

ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นครับ

ผมขึ้นหัวข้อไปแบบนั้นเพื่อล่อให้คนที่อยากแย้งเข้ามาเท่านั้นเอง ฮ่าๆ

ประเด็นที่จะพูดในวันนี้นั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจำเป็นต้องมีศาสนา ครับ

 

 

 

วันก่อนตอนไปมีตติ้ง หลายคนแปลกใจเมื่อได้ยินว่า ผมไม่นับถือศาสนา

ก็ต้องขออภัยด้วยครับ ที่ไม่ได้อธิบายในตอนนั้น เนื่องจากเรื่องนี้ถ้าจะพูดกัน จะยาว ต้องนั่งคุยกันสบายๆ

วิชาสลน. บอกเราว่า ศาสนานั้นเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ถ้าคนที่ศึกษาปรัชญาเพิ่มขึ้นหน่อย ก็จะทราบว่า ศาสนาเป็นสถาบันแรกๆ ที่ให้ในการควบคุมสังคมมนุษย์ ให้อยู่อย่างเป็นปกติสุข (ก่อนกฏหมายและหลังระบบชุมชนเถื่อน)

ซึ่งก็เป็นจริงทั้่งสองอย่างครับ คือ ศาสนาช่วยกำหนดค่า "ความดี" และ "ความชั่ว" พร้อมทั้ง "รางวัล" และ "บทลงโทษ" ให้แก่สังคม และในขณะเดียวกันก็จะเป็นที่พึ่งทางใจให้แก่สมาชิกในสังคม ช่วยกำหนด "การคงอยู่" และ "จุดมุ่งหมาย" ในชีวิตให้แก่มนุษย์

โดยที่แต่ละศาสนาก็จะมีเนื้อหากำหนดสิ่งต่างๆ ที่ว่ามา แตกต่างกันไป แต่จริงๆ แล้วในส่วนแก่น ก็จะเหมือนกัน (ถึงแม้อาจมีบางศาสนาขัดแย้งกัน)

ด้วยความที่ผมโตมาในครอบครัวสองศาสนา (พ่ออิสลาม แม่พุทธ) ทำให้ผมเห็นความเหมือนและความต่างได้ชัดเจน โดยไม่มีอิทธิพลของการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เหมือนคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้ผมเห็นว่า ศาสนาล้วนเหมือนกันในจุดประสงค์ แต่ต่างกันแค่ความเชื่อ และพิธีกรรมปฏิบัติ

ดังนั้น การนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ก็เป็นเพียงการรับเอา "เครื่องมือ" คือ พิธีกรรม และความเชื่อต่างๆ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่กล่าวไว้แล้วเท่านั้น

เมื่อตระหนักได้ดังนั้น บวกกับแนวคิดอีกบางอย่าง ก็ทำให้ผมไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องถือตนเป็น "ผู้นับถือ" ศาสนาใดศาสนาหนึ่งครับ

ทีนี้คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วผมสามารถบรรลุจุดประสงค์ที่ศาสนาต้องการ โดยไม่ต้องพึ่งศาสนาได้อย่างไร

สำหรับเรื่องของแรงจูงใจในการทำดีนั้น ผมทำดีเพราะเหตุผลง่ายๆ คือ เห็นชีวิตอื่นมีความสุขแล้วสุขใจ เท่านั้นเอง และนั่นเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วครับ

ในทางกลับกัน แรงจูงใจให้ไม่ทำความชั่ว ก็เพราะเหตุผลง่ายๆ เหมือนกันคือ การทำชั่วเป็นสิ่งที่ไม่มีศักดิ์ศรี แและการเห็นชีวิตอื่นมีทุกข์ ทำให้เกิดความทุกข์ ครับ

ถ้าถามว่าทำไมมีความคิดเช่นนี้ ก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาจเป็นที่บ้านเลี้ยงมา หรือดูหนังบางเรื่องมากไป

แต่เหตุผลแค่นี้ ก็ทำให้เพียงพอ ที่จะยังทำดี ในที่ที่กฏหมายไปไม่ถึง

ถ้าพิจารณาให้ดี จะพบว่า คำว่าไม่มีศักดิ์ศรีของผม ยังยึดติดกับเกณฑ์บรรทัดฐานของสังคมพอสมควร ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ผมบอกว่า ยังไงสังคมก็ยังต้องการศาสนาอยู่ดี แต่คนอย่างผมก็มีได้เช่นกัน แต่ไม่ควรมาก ไม่งั้นบรรทัดฐานสังคมอาจเปลี่ยน

เรื่องต่อมา คือ กำลังใจและเป้าหมายในชีวิต

ในเมื่อผมไม่เชื่อเรื่องสวรรค์ โลกหน้า หรือเกิดใหม่ แล้วผมดำรงชีวิตเพื่ออะไร?

ตรงนี้ผมเชื่อในหลักปรัชญาสังคมบางอย่างครับ ซึ่งไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ อีกอย่างที่เป็นเป้าหมายในชีวิต ก็คือ ทำอะไรเพื่อเผ่าพันธุ์ครับ ตรงนี้เป็นแรงขับดันตามธรรมชาติเลย

ก็ดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ลำบากหน่อย ตรงที่พอท้อใจแล้วไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว เช่นคนเชื่อพระเจ้า จะบอกว่าพระเจ้ายังเฝ้าดู คนที่เชื่อกฏแห่งกรรม จะคิดว่า ตอนนี้ไม่เห็นผล แต่ชาติหน้าจะได้ดี ส่วนตัวผมไม่มีศรัทธาพวกนี้เลย ทำได้อย่างเดียวคือ ยึดมั่นในความเข้มแข็งของตัวเอง

พูดไปก็ยกหางตัวเอง แต่ความเชื่อผมประมาณ Knights' code of honor ทำนองนั้นครับ

ดังนั้น คนบางคน (เช่นผมเป็นต้น) ไม่ต้องยึดถือศาสนาก็อยู่ในสังคมอย่างปกติและสร้างสรรค์ได้

ทีนี้มาถึงประเด็นปลีกย่อย

เรื่องพระเจ้า ผมคิดยังไง

โดยส่วนตัว ผมไม่สนใจพระเจ้าครับ ไม่สนใจ ไม่ใช่ไม่เชื่อนะครับ พระเจ้าอาจจะมีจริง หรืออาจจะไม่มีจริงก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ ผมไม่เห็นพระเจ้าจะลงมายุ่งเกี่ยวข้องแวะอะไรกับมนุษย์ ดังนั้นจะมีหรือไม่มี ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปคิด แนวความคิดนี้เรียกว่า apathetic agnosticism ครับ

เรื่องกฏแห่งกรรม ผมคิดยังไง

ผมเชื่อในประเด็นที่ว่า ทำอะไรไปมันก็ต้องมีผลอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แน่นอน อันนี้เห็นเยอะจนสัตทานได้ แม้จะทำโดยคนอื่นไม่เห็น มันก็ส่งผลต่อจิตใจเราแล้ว แต่ในประเด็นเรื่องผลจะเกิดในชาติหน้านี่ ผมไม่สนใจครับ เพราะแม้สมมติชาติหน้ามีจริง แต่ตอนนั้นเราก็ไม่มีความทรงจำและประสบการณ์ของตัวเราตอนนี้แล้ว ดังนั้นนั่นก็คนอื่นชัดๆ เพราะฉะนั้น ชาติหน้ามีหรือไม่มีจริง ไม่สำคัญ สำคัญคือผลดีหรือร้ายที่จะเกิดในตอนนี้มากกว่าครับ

เรื่องบาปบุญ ผมคิดยังไง

บาปบุญก็โยงกับกฏแห่งกรรม ส่วนตัวแล้ว ผมแค่รู้สึกดีที่เห็นชีวิตอื่นมีความสุข รู้สึกแย่ที่ทำให้ชีวิตอื่นมีความทุกข์ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ ไม่ต้องนิยามนามธรรมอะไรกำกับ

ประเด็นปลีกย่อยมีอีกมากมาย แต่คงไม่พูดถึงแล้ว ยังไงสนใจ ลองสนทนากันได้ครับ ผมชอบคุยเรื่องแนวปรัชญาอยู่แล้ว

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เห็นด้วยเลยครับ ผมก็ไม่นับถือศาสนาเหมือนกันครับ ด้วยความคิดแบบเดียวกับคุณเลย

คือถ้าทำดีแล้ว คนอื่นมีความสุข เราจะมีความสุขไปด้วย
และถ้าทำให้คนอื่นเดือดร้อน เราก็จะไม่มีความสุข ก็อย่าทำดีกว่า

แต่ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อศาสนาพุทธเป็นหลักอะนะฮะ (ก็ติดมาจากสังคม)

ผมมีความเชื่ออีกอย่างว่า คนเราเนี่ย ถ้ามีความคิดอะไร แค่คิด มันก็จะส่งผลแล้ว คือความคิดเป็นพลังงานอย่างนึง ที่ขับเคลื่อนอะไรๆในโลกนี้ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดดีต่อคนอื่น มันจะช่วยปกป้องคนๆันั้นได้นิดหน่อย ถ้ามีคนหลายๆคน คิดดีๆต่อคนๆนึง ก็จะช่วยให้คนๆนั้นปลอดภัย

ผมเชื่อเรื่องกลับชาติมาเกิดนะ เพราะผมรู้สึกว่าเราทุกคนเกิดมามีเวรมีกรรมตั้งแต่ก่อนจะเกิดแล้ว
เพราะมีกรรม ถึงได้เกิดมาเป็นแบบนี้ ในที่นี้ ไม่รวยกว่านี้ ไม่สวยกว่านี้

ก็ไม่ใช่อะไรหรอก ไม่งั้นผมจะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม เลยต้องหลอกตัวเองไปก่อนทั้งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้
ถึง คุณ Pastel Salad

อ่านมาถึงหัวข้อเรื่องความเชื่อเรื่องพระเจ้าของ คุณ Pastel Salad แล้วทำให้ผมนึกถึง คำพูดประโยคหนึ่งของ พระสันตะประปา จอห์น ปอล ที่ 2 ที่พูดถึงการคงอยู่ของพระเจ้าว่า"พระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกนี้ก็เหมือนกระแสไฟฟ้านั้นล่ะ เพราะว่าเราไม่อาจมองเห็นหรือว่าสัมผัสกระแสไฟฟ้าได้ แต่เราก็รับรู้ถึงการคงอยู่ของมันในรูปแบบของหลอดไฟฟ้าที่สว่างจ้าทอแสงออกมา"

surprised smile

#2 By Old Mustang on 2007-11-14 02:49

ป.ล. ขออนุญาตเรียบเรียงข้อความใหม่ครับ เนื่องจากเขียนจากควาทรงจำเมื่อนานมาแล้วเลยอาจจะต้องเสียเวลาเรียบเรียงซะหน่อยครับ

"พระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธฺ์ต่าง ๆ ในโลกนี้ก็เปรียบเหมือนกระแสไฟฟ้านั้นล่ะ เพราะว่าการที่เราไม่สามารถที่จะมองเห็นหรือว่าสัมผัสกระแสไฟฟ้าได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ากระแสไปฟ้าไม่มีอยู่จริงไม่ใช่หรือ เพียงแต่ว่าบางครั้งการแสดงตัวตนของกระแสไฟฟ้าก็แสดงออกมาในรูปแบบของหลอดไฟที่สว่างจ้า พัดลมที่หมุนไปมา หรือว่าเตาไปฟ้าที่ให้ความร้อน พระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ก็เช่นกัน"

#3 By Old Mustang on 2007-11-14 02:59


ศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ ศึกษาให้ละเอียด
แล้ว จะ พบ คําตอบครับ

#4 By riddler on 2007-11-14 07:17

โดยส่วนตัวถือว่าศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคะ ว่าควรจะคำนึงถึงการกระทำที่ทำลงไป บาป บุญ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้
ปล.เห็นด้วยว่าเรื่องแบบนี้ต้องคุยกันยาว big smile
ผมว่าไม่น่าเป็นไปได้นะ ที่มนุษย์ที่มีอารยธรรมแล้วจะไม่นับถือศาสนา

เพราะการยอมรับ นั่นก็หมายถึงการนับถือแล้ว

นอกจากว่าคุนจะเกิดและโตอยู่ในป่า เป็นเมาคลีลูกหมาป่าอะไรประมาณนั้น
ซึ่งนั่นจะทำให้คุนไม่รู้จักสังคมมนุษย์ และไม่รู้จักศาสนา -> ไม่นับถือศาสนา

ซึ่งมนุษย์ จำเป็นจะต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ คน ความเชื่อ(ซึ่งรวมถึงศาสนา)
ในตอนนี้คุนอาจจะไม่มีความคิดทางศาสนา
แต่ถ้าถึงตอนที่คุนโดนปืนจ่อยิงที่ศรีษะ
ตอนนั้นแหละคุนจะคิดถึงสิ่งที่คุนยอมรับและนับถือ

#6 By ilumin on 2007-11-14 09:08

ฮ่วย
เอาซะตกใจเลยนะคะ

เรารักศาสนามากๆค่ะ จนเพื่อนบางคนบอกดูหน้าไม่รู้เลย... ทำไมน้อ...?
เข้าใจหละ มีความสุขในสิ่งใด ก็ทำไปเถอะค่ะ แค่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอ big smile

#8 By Orm & Hai on 2007-11-14 11:03

ถกกันเรื่องศาสนา ระวังยิงกันตายเอานะครับ
แต่ก็เห็นด้วยครับ
ทำดี มีความสุข แค่นี้แหล่ะครับsurprised smile

#9 By Wisor on 2007-11-14 12:03

ผมได้ยินมาว่าที่ญี่ปุ่นให้เลือกศาสนาเองตอนโต(ข้อมูลนี้ไม่ชัวร์ครับ) ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะศาสนาทุกศาสนาล้วนต้องการให้คนเป็นคนดี และทำให้เกิดความสงบสุขในโลก การที่จะให้คนเราพิจารณาหลักคำสอนและพิธีกรรม ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนเราถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเราเอง

ผมนับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก แต่ก็สนใจแนวทางของศาสนาอื่นๆเหมือนกันครับ ในความคิดของผมศาสนาทุกศาสนาดีเยี่ยมเท่ากันหมด

#10 By Eddy on 2007-11-14 12:29

ขอลองตอบคอมเมนท์ดูมั่ง เห็นเขาทำกัน

คุณตัวเขียว
แต่อย่างที่ผมว่าไว้แหละครับ ว่าการถือบรรทัดฐานตัวเองนี่ ค่อนข้างล่อแหลมทีเดียว
คือถ้าไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ก็มีสิทธิแกว่งได้ง่ายๆ
ดังนั้น จริงๆ แล้ว ผมไม่แนะนำให้ไม่นับถือศาสนานะครับ

ตอบลุงม้า
พระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างกับกระแสไฟฟ้าครับ
กระแสไฟฟ้า จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม แต่ถ้าจะนับให้เป็นนามธรรมเพียงเพราะมันไม่ใช่สสาร ก็ยังต่างกับพระเจ้าอยู่ดี เพราะกระแสไฟฟ้ามีความแน่นอน มีกลไก มีกฏตายตัว เราส่งไฟฟ้าจากแบตไปยังหลอด หลอดก็จะสว่างทุกครั้ง สิ่งนี้เรียกว่า เป็นวิทยาศาสตร์ ในขณะที่พระเจ้านั้น ไม่แน่นอน ไม่มีกลไกที่ชัดเจน และไม่การันตีผลเหมือนเดิมทุกครั้ง กิจของพระเจ้าในโลกมนุษย์ก็ไม่ชัดเจน ไม่มีใครบอกได้ว่า พระเจ้าทำอะไรในโลก และถึงพระเจ้ามีจริง แต่ท่านยังปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างการสังหารหมู่ชาวยิว หรือการสังหารหมู่รวันดา การคงอยู่ของพระเจ้าก็คงไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ครับ

ตอบคุณ riddler
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมครับ เพราะตัวแก่นของศาสนาคือการเน้นปัญญาและการพิเคราะห์ของตัวผู้ถือเอง แต่อย่างไรก็ตาม พุทธก็ยังคงเป็นศาสนาอยู่ เมื่อเป็นศาสนา ก็ย่อมมีของแถมหลายอย่างมาด้วย ซึ่งผมไม่ต้องการครับ โดยส่วนตัวผมหลักลอยอย่างนี้ แล้วศึกษาแก่นของหลายๆ ศาสนาโดยไม่ต้องเสียเวลากับเปลือก ถูกใจมากกว่าครับ

ตอบคุณกระปุ๊ก
ถ้าพูดถึงเรื่องบาปบุญ จะเป็นการพูดถึงศาสนาในแง่ของสถาบันควบคุมแล้วครับ
ถ้าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว จะพูดในแง่ของกำลังใจ และเป้าหมายชีวิตครับ เช่น สวรรค์ ผลบุญชาติหน้า วันพิพากษา ชีวิตนิรันด์ ทำนองนี้

โดยส่วนตัวผมอิจฉาคนที่มีศรัทธาครับ
เพราะง่ายดี


ตอบคุณ ilumin
ถ้าถามว่าผมมีความเชื่อมั้ย ผมตอบครับว่าผมมี
แต่ถ้าถามว่า ผมเชื่อศาสนามั้ย ผมตอบว่า ไม่ ครับ
เพราะนิยามของศาสนาจะต้องมีเรื่องของชีวิตหลังความตายและเรื่องเหนือธรรมชาติแฝงมาด้วยครับ อย่างขงจื๊อนี่ไม่ใช่ศาสนา เป็นแค่ลัทธิ เพราะไม่มีเรื่องเหนือธรรมชาติ

ส่วนถ้าหากโดนไกปืนจ่อศีรษะ
ผมคงไม่คิดถึงสิ่งที่เคารพบูชาหรอกครับ แต่จะคิดหาทางเอาตัวรอดจากไกปืน

ตอบคุณ wisor
ถูกต้องเลยครับ หัวข้อศาสนาเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนและน่าเบื่อที่สุดในการสนทนา
ไม่ใช่เพราะตัวมันไม่มีสาระ แต่เป็นเพราะเป็นหัวข้อที่ยากจะให้คู่สนทนาเปิดไจยอมรับ

#11 By PastelSalad on 2007-11-14 12:38

big smile มีหรือไม่มี จำเป็นหรือไม่จำเป็น เป็นเรื่องส่วนบุคคล...นานาจิตตัง แต่ท้ายสุดไม่สร้างความเดือนร้อนให้กับตัวเองและสังคม
เรื่องพระเจ้า ไม่แน่ใจ แต่สนใจพระพุทธเจ้า และเชื่อในกฏแห่งกรรมและบาปบุญ เพราะมันเห็นได้ จับต้องได้ จะๆๆ ไม่ว่ากับตัวเองหรือที่ได้เห็นจากคนรอบข้าง surprised smile

#12 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-11-14 12:43

นาน ๆ ผมจะเจอ entry เครียด ๆ อย่างนี้นะครับ (ฮ่า ๆ)

เรื่องศาสนา ผมว่ามี ดีกว่าไม่มีครับ
เนื่องจากคนเรามี "ปัญญา" และ "พื้นฐานจิตใจ" ต่างกัน

บางคนไม่ทราบว่า ทำไมต้องทำความดี หรือทำความดีแล้วไม่เห็นมีความสุขเลย ทำไปทำไม

เนื่องจากเขา เขาไม่รู้ ไม่สังเกต ว่าเมื่อทำความดีแล้ว เกิดอะไรต่อจิตใจเขาบ้าง หรือเห็นแก่ตัวเกินกว่าที่จะ เห็นประโยชน์ของความดีต่อสังคมครับ

อันนี้ลอง "ยกตัวอย่าง" เฉย ๆ อ่ะ

ตัวผมไม่ค่อยซีเรียสเรื่องศาสนานะ แต่จะพยายามเป็นคนดีให้ได้มากขึ้นทุก ๆ ปีครับ

#13 By norton on 2007-11-14 14:16

แบบนี้น่าจะมาทางจิตวิทยารึป่าวคะ
Freudian Psychology
ที่นำเรื่องของ id, ego, super ego มากำหนดแนวทางชีวิต
ถ้าพูดเรื่อง super ego อาจหมายถึงศาสนาก็ได้
มันก็จะโยงกันไปหมดค่ะ
เพราะสังคมส่วนใหญ่ยังยึดติดกันความเชื่อทางศาสนากันอยู่
.
มีเพื่อนที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเหมือนกันค่ะ
แล้วมันเองก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้(ในหลายๆด้าน)
แล้วคนที่นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด สามารถทำได้หรือเปล่า?
(น่าคิดนะคะ...)

#14 By SweetPuff on 2007-11-14 14:39

สงสัยกลัวบาปหรือขี้เกียจปฏิบัติศาสนพิธี
big smile

#15 By subzero™ on 2007-11-14 16:43

พยายามเป็นคนดีอยู่เสมอค่ะ แต่มักลืมอยู่เรื่อยsad smile

#16 By VAR on 2007-11-14 17:18

ความคิดคุณน่าจะคล้ายๆ กับเพื่อนเรา .. เพื่อนเรา
คนนึงบอกว่า เค้าไม่นับถือศาสนาอะไร (มานานแล้ว)
เค้าบอกว่า เพลง Imagine ของ John Lenon
ทำให้เค้าได้คิดเยอะเลย .. " Living for today .."
ตอนไปทำบัตรประชนเจ้าหน้าที่ถามว่าศาสนาอะไร
เพื่อนเราตอบว่าไม่มีไม่นับถือศาสนาอะไร .. เจ้าหน้าที่
คนที่รับเรื่องไม่ยอมอีกต่างหาก บอกว่าต้องมีศาสนาใด
ศาสนานึงทำนองนั้นสุดท้ายคุยกันอยู่นาน สรุปว่าไม่มี
ศาสนาได้ในที่สุด
ด้วยความที่เค้าเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง นับถือสิ่งที่
ตัวเองคิด แต่ก็ให้เกียรติความคิดของคนอื่นด้วยนะคะ

เราว่าศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบางคนที่คิดว่าจำเป็น
และต้องการนะคะ .. ผิดไหมถ้าจะเป็นคนไม่มีศาสนา
ความคิดเห็นส่วนตัวเราว่า ไม่ผิดนะคะ

เรานับถือศาสนาพุทธค่ะ .. ไม่รู้หรอกว่าโลกหน้า ชาติหน้า
จะมีจริงรึปล่าว แต่เชื่อในกรรมดี กรรมชั่วค่ะ ที่เกิดขึ้นและ
ได้สัมผัสในชาตินี้นี่แหละ

#17 By moodee on 2007-11-14 17:43

Hot! sad smile
....
..
..
..
.. โดนดักซะแล้วตู

#18 By เอกน้อย on 2007-11-14 17:50

ผมเคยไม่นับถือศาสนาเหมือนกันครับ แต่ตอนนั้นแล้วลึกๆในใจคือตัวเองอยากขบถ อยากไม่เหมือนชาวบ้าน เรียกง่ายๆว่าอยากแนว

แต่ทุกวันนี้ผมนับถือพุทธศาสนาครับ แต่ไม่ได้นับถือในแง่ของกฎแห่งกรรมหรือเรื่องบาปบุญนะครับ
ผมนับถือในแง่ความจริงของชีวิตมากกว่า เช่น การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือนิพพาน

พุทธศาสนาโดนปรุงแต่งผ่านวัฒนธรรมมาเยอะเลยอาจจะบิดเบือนไปบ้างซึ่งตรงนั้นก็แล้วแต่คนมอง
โดยส่วนตัวผมก็เน้นที่แก่นอย่างเดียว เรื่องเปลือกนอกมันเป็นสิ่งที่ตามมาเองครับsurprised smile
เหตุและผล ทำ อย่างไรได้ผลอย่างนั้นคับ

#20 By วารีบูรพา on 2007-11-14 18:04

Hot! ...ความสุขอยู่ที่จิตใจของเรา
ถ้าเราอยากได้ก็แค่คิด..
มันก็ต้องทำได้สิคะ..นะbig smile

#21 By ☆[ i ]Rin☆ on 2007-11-14 18:32

ปัจจุบันผมก็ไม่ค่อยจะนับถือศาสนาอยู่แล้วอ่ะ
เพราะ ศาสนา คือ "เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ"
แต่ในเมื่อ ผมมีอย่างอื่นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ที่ไม่ใช่ศาสนา ผมก็พร้อมจะโยนศาสนาทิ้ง..
และยึดมั่นในสิ่งที่มันทำให้ใจผมมีจุดยืน..

#22 By ◈ CROW ◈ on 2007-11-14 18:36

Hot! คนเรามักจะคิดถึงพระเจ้าหรือสวดก้อต่อเมื่อต้องการอะไรจากท่าน
พี่สาวเรา..เค้าก็บอกว่าเค้าไม่นับถือศาสนาอะไร เค้าก็เป็นคนดีในแบบของเค้า..ไม่เบียดเบียนคนอื่น..ไม่ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์..พร้อมกับทำให้คนอื่นเป็นสุขด้วย คงคล้าย ๆ ของคุณ

เราเอง..นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ยังเห็นด้วยกับคุณและพี่สาวเรา

ส่วนใครทำไม่ดี..แล้วผลที่ไม่ดีเกิดขึ้นย้อนกลับนั้น หลายคนให้คำจำกัดความว่า "กรรมสนองกรรม" อันนี้เราเอง..ก็ไม่แน่ใจ ว่ามันเกิดขึ้นที่ใจของคนที่ทำไม่ดีเอง หรือจริง ๆ แล้วกรรมตามทันมันมีจริง ๆ

เช่น..เราเคยโดยว่าเป็นโรคประสาท เพราะกินยาคลายเครียด แล้วสุดท้ายปัจจุบันนี้..เค้าก็กินยาคลายเครียด (ตัวเดียวกับที่เรากิน..แต่คนละรพ.) เราก็เลยแหย่ไปว่า..นี่ไง ยาโรคประสาท

เราถึงไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องจิตใจของคนทำไม่ดีคนนั้นเอง..หรือกรรมตามทันมีจริง

เราอ่านคห.ข้างบนของคุณคนหนึ่ง..ที่บอกว่า บางทีเราทำดีอะไรกับใครไป แล้วเค้ากลับมองไม่เห็นความดีของเรา เราก็ไม่รู้จะทำไปทำไม อืมม์..อันนี้ มันก็เกิดกับชีวิตเรานะ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าคนที่เราทำดีด้วยน่ะ เค้าคิดว่าดีหรือเปล่า แล้วมันทำให้เราทุกข์ขึ้นมาว่า..ไม่น่าไปทำดีกับคนแบบนี้เลย..ก็เลยต้องคิดเอาเองว่า..เราทำดีแล้วเป็นสุข ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าทำแล้วเกิดทุกข์..ก็อย่าทำ แค่นี้..จะดีหรือเปล่า จะเกี่ยวกับศาสนาอะไรหรือเปล่าเนี่ย

#24 By คนเป็นแม่ (125.25.32.100) on 2007-11-14 20:23

ไม่นับถือศาสนาเหมือนกันค่ะ
นานาก็อยู่ในครอบครัวสองศาสนาเหมือนกัน
พ่อนานาเป็นคริสต์ แม่นานาเป็นพุทธ
ซึ่ง ... พ่อกับแม่ก็ไม่ได้เคร่งอะไรเหมือนกัน
เลยไม่ได้รับการปลูกฝังเลยซักกะติ๊ด

เราคิดเหมือนกันในหลายๆเรื่องนะคะ 555+

ทำอะไรแล้วมันดีก็ทำ
ทำเท่าที่สบายใจก็พอ

ไม่ต้องยึดถือศาสนาก็อยู่ในสังคมอย่างปกติและสร้างสรรค์ได้
อันนี้จริงค่ะ big smile

#25 By นานาาา on 2007-11-14 20:25

กระทิงแดงเปิดโอกาศให้คนไทยสร้างรายได้แบบง่ายๆ

ยักษ์ใหญ่กระทิงแดงมอบข้อเสนอให้คนไทย สร้างธุรกิจใหม่สวนกระแสเศรษฐกิจไทย เป็นเจ้าสัวรายใหม่ รวยไกลไปทั่วโลก

กระทิงแดง เครื่องดื่มชูกำลังสัญชาติไทย ซึ่งมียอดขายประมาณ 2.6 พันล้านกระป๋อง จาก 130 ประเทศทั่วโลกในปี 2548
จนส่งผลให้เจ้าของซึ่งเป็นคนไทย รวยติดอันดับ 2 ของประเทศไทย และอันดับที่ 292 ของโลกในปี 2548
และขึ้นเป็นอันดับ 1 อย่างไม่เป็นทางการในปี 2550 ด้วยสินค้าแค่ไม่กี่ตัว
จนกลายเป็นบริษัทที่น่าจับตามองเรื่องแผนการตลาดมากที่สุดในประเทศและต่างประเทศ

"เหตุผลสำคัญของความสำเร็จนั้นมาจากการทำการตลาดที่ครอบคลุมได้เกือบทั้งโลกนั่นเอง"

วันนี้ เจ้าของสินค้าคนเดียวกัน กำลังจะสร้างปรากฎการณ์อีกครั้งหนึ่ง ตามกระแสของธุรกิจที่มาแรงที่สุดในปัจจุบันนี้
โดยได้เปิดตัวธุรกิจขายตรงสัญชาติไทย ที่จะให้คนไทยเป็นต้นสาย ก่อนที่จะขยายตลาดไปยังต่างประเทศ
ทั่วโลก โดยใช้ความได้เปรียบของตัวเอง และบริษัทในเครือ รวมทั้งชื่อเสียของกระทิงแดง เป็นจุดขายสำคัญ
ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในเดือนกันยายน 2550 ที่ผ่านมานี้ ที่บริษัทจะเปิดรับสมัครสมาชิกต้นสาย อย่างเป็นทางการ
และก็เป็นโอกาสอันดี ที่ธุรกิจที่ดี ๆ เช่นนี้ควรจะมีท่านเป็นหุ้นส่วนสำคัญ

ธุรกิจนี้ เป็นธุรกิจของโอกาสจริง ๆ เพราะการที่เศรษฐีอันดับ ต้น ๆ ของโลกและของประเทศ ยอมเอาชื่อเสียงของตนเอง
และบริษัทที่มีมายาวนาน มาแลก.. ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
"หากคุณไม่มีเรื่องต้องเสียเหมือน ท่าน แล้ว อย่าช้า ที่จะตัดสินใจ"

เว็บไซต์ http://www.nature-maxsys.com/biz?id=572
เป็นเว็บไซต์เดียวในขณะนี้ที่มีระบบขยายงานที่สมบูณ์แบบที่สุด เพื่อรองรับ และสนับสนุนทีมงานให้เติบโตทั้งใน และต่างประเทศ
ดูรายละเอียดและสมัครขอเว็บแบบเดียวกันฟรีได้เลย....

"ความสำเร็จในอนาคต อยู่ที่การตัดสินใจของคุณในวันนี้"
โอกาส!!! มีไว้สำหรับผู้ที่ไขว่คว้าเท่านั้น
จากใจคนที่ตั้งใจทำงาน
ศาสนาคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจครับ
สิ่งดีชั่วที่ฝังอยู่ในจิตสำนึกของคนในวันนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้หรอกนะครับ
มันเป็นผลมาจากการปลูกฝังจากคนรอบข้าง
ของคนที่นับถือศาสนานั่นแหละครับ
การยกตัวเองออกจากศาสนาด้วยเหตุผลที่ว่า "สามารถรู้ดีรู้ชั่วได้ด้วยตัวเอง" ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไปครับ
คนทุกคนตั้งแต่โบราณมา ผู้ที่ไม่ได้ยึดถือศาสนานั้น คือผู้ที่ไม่ได้ยึดถือเอาจริยธรรมหรือคุณธรรมจากคำสอนของศาสนาต่าง ๆ มายึดถือปฏิบัติ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จึงเกิดเรื่องฆ่าฟันกันมากมาย
ดังนั้นในความคิดของผม คนทุกคนที่อยู่เป็น "คน" เป็น "มนุษย์" กันทุกวันนี้
มีผลมาจาก "ศาสนา" ทุกคนครับ
คนทุกคนไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนา ก็ได้ครับ
แต่ทุกศาสนา ไม่เคยสอนให้คนทำความชั่ว
และทุกคนที่เป็นคนดีในทุกวันนี้ คือคนที่ได้รับผลและการปลูกฝังมาจาก "ศาสนา" อย่างไม่ต้องสงสัยครับ

#27 By นิเกะ on 2007-11-14 22:03

แนนเองก้อคิดอย่างนั้นนะ..
คนจะดีหรือไม่ดี.. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีศาสนาหรือไม่
ศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ หลักเหตุผล..
ซึ่งมนุษย์สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เหมือนกัน
Hot!
comment คงไม่ยืดยาว
เอาเป็นว่าผมกับคุณมีแนวคิดคล้ายกัน
อ่านแล้วเหมือนคุยกับตัวเองที่รู้รายละเอียดในบางอย่างมากกว่า

-ศาสนาและพระเจ้าทุกองค์ของผมคือธรรมชาติและทุกสิ่งทุกอย่าง
ครับ... แพนงเนื้อก็เป็นพระเจ้า
แม่ผมก็เป็นพระเจ้า
ตันหมามุ่ยก็เป็นพระเจ้า
โบ/จ๊อยซ์ก็เป็นพระเจ้า
ผมเองก็เป็นพระเจ้า
คุณเองก็เป็นพระเจ้า
คนที่มา comment ก็เป็นพระเจ้า
และ พระเจ้าก็เป็นพระเจ้า

ขออนุญาต add favourite นะครับ
-ขอบคุณ

#29 By skullman on 2007-11-15 07:41

ผมก็ไม่นับถือศาสนาคับ แต่ทุกครั้งที่ต้องกรอกแบบฟอร์ม(จิงจังๆ)จะกรอกว่า "พุทธ"คับ

เรื่องเป็นเรื่องที่อาจมีการถกเถียงกันตายไปข้างคับ ผมอยากใช้ชีวิตแบบปกติที่สุดมากกว่า

เมื่อก่อนผมเคยจิงจังและประกาศตัวเป็นผู้ไม่นับถือศาสนาใดๆ ปรากฏว่าผลตอบรับแรงมาก ทั้งครู เพื่อน พี่ และพ่อแม่ ไม่สบายใจมาก สำหรับผมเวลานี้ การทำแบบนั้นตรงๆจะสร้างความวุ่นวายสำหรับตัวเองคับ ผมเชื่อของผมแบบนี้ ผมจะอยู่ตรงนี้ และผมจะไม่ทำให้ใครหงุดหงิดใจ

คนเราคิดเองได้ยากคับ ผมเชื่อว่าเมื่อชีวิตถึงจุดหนึ่งเราจะแยกแยะทุกอย่างออกเอง รู้หมดว่าอะไรดี อะไรเลว แต่บางครั้งความเลวมันหอมหวานก็เลยทำ เท่านั้นเอง ศาสนาก็ยังมีความจำเป็นสำหรับ "คน"อยู่ดี

การถกเถียงว่าศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นรึเปล่ามันขึ้นอยู่กับระดับความคิดของคนคนนั้นคับ และไม่ได้หมายความว่าคนไม่นับถือศาสนาจะมีระดับความคิดอยู่สูง หรือต่ำกว่าคนนับถือศาสนา เรื่องนี้คุยมา สิบเจ็ดปีแล้วก็ยังไม่จบ. .. จบเองดีฝ่า

#30 By CH.Lee on 2007-11-15 18:23

ถ้ามีคนที่ไม่นับถือศาสนาแบบพี่
แต่ว่าเค้ามีความคิดกลับกับพี่
คงแย่เนอะ
อย่างเช่น มีความสุขที่เห็นคนอื่นเป็นทุกข์
มีความทุกข์ที่เห็นคนอื่นมีความสุขกว่า
แบบนี้มันก็น่ากลัวเหมือนกันนะคะ
sad smile Hot!

#31 By Na - th (นัท) on 2007-11-15 18:46

ติดชาร์ตสองวันเรย ฮ่าๆ

#32 By ilumin on 2007-11-15 18:49

ผมในตอนนี้จะเรียกว่าไม่มีศาสนาก็ได้คับ ตั้งแต่เด็กๆเราจะนับถือศาสนาตามพ่อแม่กัน แต่พอโตขึ้นมาก็นำบางส่วน ที่สอนให้ใช้ชีวิตแบบปกติชนมาใช้ โดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ถือว่าคำสอนเหล่านั้นคือสิ่งที่ผู้รู้ได้ปฏิบัติมาแล้วสังคมยอมรับและมีความสุขไม่เบียดเบียนใคร แต่บางศาสนาผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีเหมือนกันนะเพราะบางคนอาจจะเข้าใจอะไรผิดไปเกินจากคำสอนเลยมาชวนเข้ารีตกึ่งยัดเยียดประจำเลย sad smile

#33 By kukbo on 2007-11-15 19:01

คุณ pastelSalad ครับ เอ็นทรี่นี้ฮอทจริงๆครับ

ปู่ย่า ตายายผมมาจากจีน บูชาเทพเจ้า ไม่ใช่ศาสดาครับ

บ้านผมอยู่ในชุมชนอิสลาม อยู่มาจะ 30 ปีแล้ว

ผมเรียนโรงเรียนคริสต์มา 19 ปีครับ

ผมเห็นความคิด ความแตกต่าง ความเหมือน ของทุกศาสนาครับ

ผมเคยคิดว่าการที่เราไมมีศาสนาเลย คือไม่ยึดติดอ่ะครับ มันก็ดีนะ

#34 By มนุษย์กล่อง on 2007-11-15 19:13

เห็นด้วยกับความคิดนี้มากๆค่ะ เพราะเป็นคนที่เคยพูด
ว่าตัวเองไร้ศาสนาอยู่เหมือนกัน อันที่จริงแล้วก็ทำบุญ
เรื่อยๆ แต่ไม่ชอบเข้าวัน (งงมะคะ) แบบว่าทำนะ
เชื่อเรื่องบาปบุญ แต่ไม่เชื่อพระในวัด ด้วยเหตุอันใด
อันนี้ตัวเองก็ยังไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไหร่ แต่จู่ๆก็ได้
พบสัจธรรมกับตัวเองที่ว่า เราต้องมีศาสนา ต้องมีสิ่ง
เอาไว้ยึดถือ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถผ่านพ้น
อุปสรรคในชีวิตไปได้อย่างแน่นอน เพราะว่าถ้าตัวเอง
ไม่มีจุดยืนที่มั่นคง แม้ว่าจะได้รับกำลังใจจากคนรอบ
ข้างยังไงก็ช่วยให้คนๆอยู่ห่างความคิด "ฆ่าตัวตาย"
ไม่ได้เหมือนกัน ตอนนี้เลยกลายเป็นคนหลายศาสนา
ไปซะงั้นเลยsad smile อิอิอิ เอาความคิดมาแบ่งปันนะคะ
ไม่รู้ว่ามีคนคิดแบบเดียวกันหรือเปล่า แต่ขอบคุณสำหรับ
หัวข้อดีๆที่ให้มาแลกเปลี่ยนความคิดด้วยนะคะbig smile

#35 By *~iLlKiD~* on 2007-11-15 19:20

หนึ่งในอดีตผู้ร่วมขบวนการค่ะ
ปัจจุบัน(คิดว่า)นับถือเซ็นไปแล้ว แต่ก็เป็นเซ็นแบบครึ่งๆกลางๆไม่ได้นับถือจริงจัง เหตุผลที่นับถือก็แค่คิดว่ามัน "เข้ากันได้" กับนิสัยรักสงบของตัวเอง

ตามความคิดของหนู (เรียกหนูแล้วกันนะคะ) ศาสนาต่างๆก็คือ แนวทางการดำรงชีวิต อืม...ถ้าจะเปรียบก็คงเปรียบได้กับ "อาหาร" ละมั้งคะ?

เราไม่จำเป็นต้องกินอาหารชนิดเดียวกันทุกวัน แค่สิ่งที่มันถูกปากและมีประโยชน์กับร่างกายก็น่าจะเพียงพอแล้วนะคะ?

การไม่นับถือก็เหมือนกับเราไม่ได้ไปเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปมากิน แต่เลือกที่จะทำกินเอง

แต่การทำกินเองเนี่ย เราก็ไม่สามารถสร้างวัตถุดิบออกมาจากอากาศได้อยู่แล้ว ดังนั้นวัตถุดิบที่เราใช้ผลิตอาหารจะไปเหมือนกับอาหารสำเร็จรูปบางอย่างก็คงไม่แปลก

ตอนนี้ก็ใช้"ใจ"เลือกวัตถุดิบอยู่ ถ้ารู้สึกได้ถึงความสงบและศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปหรือว่าไม้กางเขน หนูก็แสดงความเคารพด้วยการไหว้ทั้งนั้นแหละค่ะ

ไม่นับถือศาสนาไม่ได้หมายความว่าไม่เคารพนี่คะ?

(ป.ล. ถ้าใครไม่สบายใจกับความคิดเห็นนี้ จะลบทิ้งก็ได้ค่ะ)

#36 By ReNile on 2007-11-15 20:37

สำหรับผมศาสนาก็เป็นกฏเกณฑ์อันหนึ่งให้เราใช้ยึดเหนี่ยว แต่ทั้งหมดมันก็เกิดจากพื้นฐานที่ต้องการให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมังครับ

#37 By ^อีกา^ on 2007-11-15 21:51

อยู่ที่ใจค่ะ นับถืออะไรก็ขอให้เป็นคนดีก็พอแล้ว

บางคนห้อยพระเต็มตัว ห้อยไปเพื่อเป็นโชคลางให้เล่นไพ่ได้ตังค์เยอะ ๆ ตำรวจมาจะได้ให้ท่าคุ้มครอง

อันนี้มันก็แย่ค่ะ big smile

#38 By ::..BeinG..*3*..BloG..:: on 2007-11-17 11:29

ผมเชื่อว่าทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดีนะครับbig smile
เราทุกคนอยู่ร่วมกันได้
นับถือพุทธ แต่ไม่ได้ศรัทธาการไหว้พระ...
ทำบุญ ไหว้พระสงฆ์ นี่ทำค่ะ
แต่สวดมนต์ก่อนนอน หรือแขวนพระ นี่ไม่ทำ
อุตส่าห์ซื้อ มิลินทปัญหา มาอ่าน ก็ยังเฉยๆ =_=
แต่หนังสือเขาดีจริง เปรียบเทียบชัดเจน แนะนำเลยค่ะ)
เขาอุตส่าห์มีเขียนด้วย ทำไมต้องไหว้พระพุธทรูป
...ปัญหาแห่งมวลมนุษยชาติเลยนะเนี่ย...
เคยมีคนชวนไปโบสถ์ แล้วเราก็ไปกับเขา ไปดูว่ามันเป็นยังไง
แล้วก็ยังไม่เกิดศรัทธาเหมือนเคย

มาตอบที่ถามไว้ในบล็อคหน่อย
เมืองที่เซียอยู่ชื่อ ลียง ประเทศ ฝรั่งเศสค่ะ
เมืองเขาสวยใช่เล่นนะ แค่ภาพเซ็ทนั้นมันถ่ายจากแถวบ้าน
ซึ่งมีแต่อพาร์ตเม้น
เอามาอวดๆ
http://darkgoldenfish.exteen.com/20071020/entry-1
กว่าจะหาเจอ =_="
เพราะเขียนเอนทรี่ "ยาขมสอดไส้ขนมหวาน" ตลอดเลย ฮะๆ
ก็เพื่อนมันไม่ค่อยอ่านกันนิ T_T กระซิกๆ
ลงรูปล่อให้มันคอมเม้นก็ได้วะ ฮ่าๆ
อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิต

มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า

The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)

"ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้
....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ

คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2500 ปี

[1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press]
http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einstein
http://www.mlahanas.de/Privat/quotations.htm http://members.shaw.ca/sanuja/buddhismquorts.html


พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า
“ สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(1) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(2) บางชาติเกิดเป็นเทพ(เทวดา+พรหม) บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(3)

......อ้างอิง...ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงการราชิวิทยาลัย (เล่มที่ / หน้าที่ )
1. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๓
2. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๗
3. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๓๕๐-๓๖๕

ดูต่อที่ : http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788

http://www.o2blog.com/myblog/blog.php?month=&year=&user=montasavi&page=&syear=&smonth=&sdate=&style=1&id=843

เว็บ...ของพระฝรั่ง ที่อุปสมบทในพุทธศาสนา
http://www.vimutti.org.nz/vimutti.html
http://www.users.zetnet.co.uk/phrakhem/
http://www.abhayagiri.org/
http://www.arrowriver.ca/
http://www.tisarana.ca/
http://santacittarama.altervista.org/welcome.htm
http://www.amaravati.org/
http://www.ratanagiri.org.uk/
http://www.foresthermitage.org.uk/
http://www.forestsangha.org/com/devon.htm
http://www.abhayagiri.org/
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3169


webside ….ศึกษาพุทธศาสนา
http://www.sarakadee.com/web/
http://www.prajan.com/webboard/
http://www.jarun.org/
http://www.sati99.com/
http://www.praruttanatri.com/meditation_club/
http://www.nkgen.com/
montasavi_@hotmail.com

พระไตรปิฏกภาษาอังกฤษ
http://www.geocities.com/Athens/Forum/2359/indsut.html
http://www.accesstoinsight.org/index.html
http://www.acessoaoinsight.net/tipitaka.php
http://eng.buddhapia.com/
http://www.vipassana.com/canon/sutta.php
http://www.chaf.lib.latrobe.edu.au/dcd/pali.htm
http://oaks.nvg.org/tripitaka.html
http://myweb.ncku.edu.tw/~lausinan/AccessToInsight/html/index.html
บาลี : http://www.buddhanet.net/pdf_file/ele_pali.pdf
http://www.alphadictionary.com/directory/Languages/Indo,045Iranian/Pali/


#41 By montasavi on 2007-11-25 10:29

ศาสนาทุกๆศาสนามีคำตอบ

ไม่ต้องทำให้เชื่อ ต้องให้เชื่อด้วยตนเอง

การกราบไหว้รูป อาจจะเป็นการทำสมาธิให้จิตใจ

ไม่ได้นึกถึงรูปนั้น แต่ให้นึกถึงแก่นแท้

ผมก็คงจะคล้ายๆคุณล่ะมั้ง.........

"แม่พุทธ-พ่อคริสต์"

เห็นทั้งความเหมือนและความแตกต่าง

แต่สุดท้าย ศาสนาทุกๆศาสนาก็สอนให้คนทำความดี

...แค่นี้ก็สุขใจแล้วล่ะ...

ว่ากันว่าพระพุทธเจ้าเป็นอัจฉริยะ นั่นอาจจะจริง

ว่ากันว่าพระเยซูเป็นผู้มีปาฎิหารย์ นั่นอาจจะจริง

คุณเชื่อที่จะใช้ จริง หรือ จะล่ะbig smile

#42 By Mr.manmercy on 2007-12-03 20:37

"The lady doth protest too much, methinks." double wink

#43 By RAE (203.156.31.47) on 2007-12-20 05:42

ส่วนตัวผม เห็นด้วยนะครับ
เพราะผมเอง ก็ไม่ได้ศรัทธาและงมงายอะไรเป็นพิเศษ
ชาติหน้ามีจริงไหม นรกเป็นยังไง ผมไม่รู้ แต่ผมขอฉลองกับการได้เกิดมาก่อนหล่ะ
ดีใจที่มีคนคิดแบบคุณอีกครับ

#44 By zomLiBRE on 2008-01-27 21:36

ตามบัตรประชาชนแล้วนับถือศาสนาคริสต์ค่ะ พ่อเป็นพุทธ แม่เป็นอิสลาม ที่บ้านย่าไหว้เจ้า วันดีคืนดีเราก็ไปดูดวงหาหมอผีกัน

ได้ชื่อว่าเป็นคริสต์ก็จริงแต่ก็ไม่ได้ไปโบสถ์มานานเหลือเกินแล้ว

เคยอ่านหนังสือบางเล่ม ที่เสนอว่าศาสนานั้นเป็นเครื่องมือทางสังคม ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สังคมสงบสุข ดังนั้นเมื่อมีกฏหมาย และการบังคับทางกฏหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ศาสนาก็มีความจำเป็นน้อยลง

ความเห็นส่วนตัว ทุกวันนี้ศาสนาคงเปลี่ยนบทบาทจากกฏเกณฑ์ทางสังคม ไปเป็นที่พึ่งพาทางใจมากขึ้น เป็นที่พึ่งพาทางใจที่จำเป็นมากสำหรับคนมากมาย

#45 By chocolatencashmere on 2008-02-02 21:10

ผมคิดว่าศาสนาเป็นเครื่องมือจัดระเบียบสังคมที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง
แต่ถ้าคนเรารู้จักควบคุมตัวเองอยู่แล้ว ็ไ่ม่จำเป็นต้องมีศาสนาก็ได้ครับ
คนเราสามารถเป็นคนดีได้แม้ไม่สังกัดศาสนาใด
surprised smile

#46 By pisces on 2008-02-06 10:45

You without religion?
Do you "know" religion before denying them? Or you were judge them based on the basis of belief?

My friend, "good" and "happiness" is not the answer of life. They are a stimulation of tragic cycle for both shed their shadows upon their opposite form.

If you "know" religion, you would never deny nor worship them. Though you will instead "honor" them as a teacher a guidance, a "way" that people spent millennium after millennium to discover.

Study about them harder. All of us have such a short life to live. Pull the best out of it.

#47 By Penz on 2008-02-06 12:04

#48 By (58.10.234.64) on 2008-02-19 14:59

PastelSalad View my profile

Favourites