ศาสนาเป็นสิ่งไม่จำเป็น
posted on 14 Nov 2007 02:00 by pastelsalad in Thinkering
ผิด
ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นครับ
ผมขึ้นหัวข้อไปแบบนั้นเพื่อล่อให้คนที่อยากแย้งเข้ามาเท่านั้นเอง ฮ่าๆ
ประเด็นที่จะพูดในวันนี้นั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจำเป็นต้องมีศาสนา ครับ
วันก่อนตอนไปมีตติ้ง หลายคนแปลกใจเมื่อได้ยินว่า ผมไม่นับถือศาสนา
ก็ต้องขออภัยด้วยครับ ที่ไม่ได้อธิบายในตอนนั้น เนื่องจากเรื่องนี้ถ้าจะพูดกัน จะยาว ต้องนั่งคุยกันสบายๆ
วิชาสลน. บอกเราว่า ศาสนานั้นเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ถ้าคนที่ศึกษาปรัชญาเพิ่มขึ้นหน่อย ก็จะทราบว่า ศาสนาเป็นสถาบันแรกๆ ที่ให้ในการควบคุมสังคมมนุษย์ ให้อยู่อย่างเป็นปกติสุข (ก่อนกฏหมายและหลังระบบชุมชนเถื่อน)
ซึ่งก็เป็นจริงทั้่งสองอย่างครับ คือ ศาสนาช่วยกำหนดค่า "ความดี" และ "ความชั่ว" พร้อมทั้ง "รางวัล" และ "บทลงโทษ" ให้แก่สังคม และในขณะเดียวกันก็จะเป็นที่พึ่งทางใจให้แก่สมาชิกในสังคม ช่วยกำหนด "การคงอยู่" และ "จุดมุ่งหมาย" ในชีวิตให้แก่มนุษย์
โดยที่แต่ละศาสนาก็จะมีเนื้อหากำหนดสิ่งต่างๆ ที่ว่ามา แตกต่างกันไป แต่จริงๆ แล้วในส่วนแก่น ก็จะเหมือนกัน (ถึงแม้อาจมีบางศาสนาขัดแย้งกัน)
ด้วยความที่ผมโตมาในครอบครัวสองศาสนา (พ่ออิสลาม แม่พุทธ) ทำให้ผมเห็นความเหมือนและความต่างได้ชัดเจน โดยไม่มีอิทธิพลของการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เหมือนคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้ผมเห็นว่า ศาสนาล้วนเหมือนกันในจุดประสงค์ แต่ต่างกันแค่ความเชื่อ และพิธีกรรมปฏิบัติ
ดังนั้น การนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ก็เป็นเพียงการรับเอา "เครื่องมือ" คือ พิธีกรรม และความเชื่อต่างๆ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่กล่าวไว้แล้วเท่านั้น
เมื่อตระหนักได้ดังนั้น บวกกับแนวคิดอีกบางอย่าง ก็ทำให้ผมไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องถือตนเป็น "ผู้นับถือ" ศาสนาใดศาสนาหนึ่งครับ
ทีนี้คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วผมสามารถบรรลุจุดประสงค์ที่ศาสนาต้องการ โดยไม่ต้องพึ่งศาสนาได้อย่างไร
สำหรับเรื่องของแรงจูงใจในการทำดีนั้น ผมทำดีเพราะเหตุผลง่ายๆ คือ เห็นชีวิตอื่นมีความสุขแล้วสุขใจ เท่านั้นเอง และนั่นเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วครับ
ในทางกลับกัน แรงจูงใจให้ไม่ทำความชั่ว ก็เพราะเหตุผลง่ายๆ เหมือนกันคือ การทำชั่วเป็นสิ่งที่ไม่มีศักดิ์ศรี แและการเห็นชีวิตอื่นมีทุกข์ ทำให้เกิดความทุกข์ ครับ
ถ้าถามว่าทำไมมีความคิดเช่นนี้ ก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาจเป็นที่บ้านเลี้ยงมา หรือดูหนังบางเรื่องมากไป
แต่เหตุผลแค่นี้ ก็ทำให้เพียงพอ ที่จะยังทำดี ในที่ที่กฏหมายไปไม่ถึง
ถ้าพิจารณาให้ดี จะพบว่า คำว่าไม่มีศักดิ์ศรีของผม ยังยึดติดกับเกณฑ์บรรทัดฐานของสังคมพอสมควร ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ผมบอกว่า ยังไงสังคมก็ยังต้องการศาสนาอยู่ดี แต่คนอย่างผมก็มีได้เช่นกัน แต่ไม่ควรมาก ไม่งั้นบรรทัดฐานสังคมอาจเปลี่ยน
เรื่องต่อมา คือ กำลังใจและเป้าหมายในชีวิต
ในเมื่อผมไม่เชื่อเรื่องสวรรค์ โลกหน้า หรือเกิดใหม่ แล้วผมดำรงชีวิตเพื่ออะไร?
ตรงนี้ผมเชื่อในหลักปรัชญาสังคมบางอย่างครับ ซึ่งไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ อีกอย่างที่เป็นเป้าหมายในชีวิต ก็คือ ทำอะไรเพื่อเผ่าพันธุ์ครับ ตรงนี้เป็นแรงขับดันตามธรรมชาติเลย
ก็ดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ลำบากหน่อย ตรงที่พอท้อใจแล้วไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว เช่นคนเชื่อพระเจ้า จะบอกว่าพระเจ้ายังเฝ้าดู คนที่เชื่อกฏแห่งกรรม จะคิดว่า ตอนนี้ไม่เห็นผล แต่ชาติหน้าจะได้ดี ส่วนตัวผมไม่มีศรัทธาพวกนี้เลย ทำได้อย่างเดียวคือ ยึดมั่นในความเข้มแข็งของตัวเอง
พูดไปก็ยกหางตัวเอง แต่ความเชื่อผมประมาณ Knights' code of honor ทำนองนั้นครับ
ดังนั้น คนบางคน (เช่นผมเป็นต้น) ไม่ต้องยึดถือศาสนาก็อยู่ในสังคมอย่างปกติและสร้างสรรค์ได้
ทีนี้มาถึงประเด็นปลีกย่อย
เรื่องพระเจ้า ผมคิดยังไง
โดยส่วนตัว ผมไม่สนใจพระเจ้าครับ ไม่สนใจ ไม่ใช่ไม่เชื่อนะครับ พระเจ้าอาจจะมีจริง หรืออาจจะไม่มีจริงก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ ผมไม่เห็นพระเจ้าจะลงมายุ่งเกี่ยวข้องแวะอะไรกับมนุษย์ ดังนั้นจะมีหรือไม่มี ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปคิด แนวความคิดนี้เรียกว่า apathetic agnosticism ครับ
เรื่องกฏแห่งกรรม ผมคิดยังไง
ผมเชื่อในประเด็นที่ว่า ทำอะไรไปมันก็ต้องมีผลอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แน่นอน อันนี้เห็นเยอะจนสัตทานได้ แม้จะทำโดยคนอื่นไม่เห็น มันก็ส่งผลต่อจิตใจเราแล้ว แต่ในประเด็นเรื่องผลจะเกิดในชาติหน้านี่ ผมไม่สนใจครับ เพราะแม้สมมติชาติหน้ามีจริง แต่ตอนนั้นเราก็ไม่มีความทรงจำและประสบการณ์ของตัวเราตอนนี้แล้ว ดังนั้นนั่นก็คนอื่นชัดๆ เพราะฉะนั้น ชาติหน้ามีหรือไม่มีจริง ไม่สำคัญ สำคัญคือผลดีหรือร้ายที่จะเกิดในตอนนี้มากกว่าครับ
เรื่องบาปบุญ ผมคิดยังไง
บาปบุญก็โยงกับกฏแห่งกรรม ส่วนตัวแล้ว ผมแค่รู้สึกดีที่เห็นชีวิตอื่นมีความสุข รู้สึกแย่ที่ทำให้ชีวิตอื่นมีความทุกข์ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ ไม่ต้องนิยามนามธรรมอะไรกำกับ
ประเด็นปลีกย่อยมีอีกมากมาย แต่คงไม่พูดถึงแล้ว ยังไงสนใจ ลองสนทนากันได้ครับ ผมชอบคุยเรื่องแนวปรัชญาอยู่แล้ว
คือถ้าทำดีแล้ว คนอื่นมีความสุข เราจะมีความสุขไปด้วย
และถ้าทำให้คนอื่นเดือดร้อน เราก็จะไม่มีความสุข ก็อย่าทำดีกว่า
แต่ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อศาสนาพุทธเป็นหลักอะนะฮะ (ก็ติดมาจากสังคม)
ผมมีความเชื่ออีกอย่างว่า คนเราเนี่ย ถ้ามีความคิดอะไร แค่คิด มันก็จะส่งผลแล้ว คือความคิดเป็นพลังงานอย่างนึง ที่ขับเคลื่อนอะไรๆในโลกนี้ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดดีต่อคนอื่น มันจะช่วยปกป้องคนๆันั้นได้นิดหน่อย ถ้ามีคนหลายๆคน คิดดีๆต่อคนๆนึง ก็จะช่วยให้คนๆนั้นปลอดภัย
ผมเชื่อเรื่องกลับชาติมาเกิดนะ เพราะผมรู้สึกว่าเราทุกคนเกิดมามีเวรมีกรรมตั้งแต่ก่อนจะเกิดแล้ว
เพราะมีกรรม ถึงได้เกิดมาเป็นแบบนี้ ในที่นี้ ไม่รวยกว่านี้ ไม่สวยกว่านี้
ก็ไม่ใช่อะไรหรอก ไม่งั้นผมจะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม เลยต้องหลอกตัวเองไปก่อนทั้งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้
#1 By ไทน่า หมาป่าตัวเขียว on 2007-11-14 02:46